
กฎห้ามแชต
ทุกวันนี้คนเรามักทำสารพัดกิจกรรมออนไลน์บนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตคู่กาย ขณะที่เทคโนโลยีทำให้ผู้คนพบเห็นโลกกว้างขึ้น
ทุกวันนี้คนเรามักทำสารพัดกิจกรรมออนไลน์บนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตคู่กาย ขณะที่เทคโนโลยีทำให้ผู้คนพบเห็นโลกกว้างขึ้น แต่ในทางกลับกันก็มีความพยายามที่จะจำกัดขอบเขตของการใช้งานเช่นกัน อย่างล่าสุดทางการเวียดนามมีแนวคิดจะออกมาตรการควบคุมเครื่องมือสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เช่น แอพพลิเคชันไลน์ วอตส์แอพ และไวเบอร์
คาดว่า กฎหมายใหม่จะกำหนดให้ผู้ใช้โปรแกรมสื่อสารผ่านเน็ต ทั้งแชต ข้อความ เว็บบล็อก รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ จะสามารถคุยกับคนอื่นได้เฉพาะเรื่องส่วนตัวและครอบครัวเท่านั้น ไม่ให้แตะประเด็นที่เกี่ยวกับกิจการสาธารณะ
หลายคนมองว่า รัฐบาลเตรียมจะออกกฎหมายที่มีบทลงโทษผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นๆ นอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวทั่วๆ ไป เพราะต้องการห้ามไม่ให้ประชาชนใช้สื่อใหม่เหล่านี้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
ก่อนหน้านี้ไม่นาน รัฐบาลเวียดนามก็เพิ่งสั่งให้เว็บไซต์ต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก ต้องมีเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อย 1 เครื่องอยู่ในเวียดนาม ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีอำนาจตรวจสอบเนื้อหาต่างๆ และสะท้อนว่ารัฐบาลต้องการเซ็นเซอร์ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกูเกิล ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเวียดนามใช้งานสมาร์ทโฟนอยู่ราว 17 ล้านเครื่อง ประกอบกับความต้องการในตลาดนี้ยังมีอีกมหาศาล เพราะมีประชากรเกือบ 60 ล้านคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี น่าสังเกตว่า ไม่ใช่แค่เวียดนาม แต่หลายประเทศในอาเซียนก็มีความพยายามออกกฎหมายในลักษณะนี้ เช่น สิงคโปร์ก็ออกกฎคุมเข้มเว็บไซต์ข่าว เช่นเดียวกับรัฐบาลมาเลเซียที่คุมเข้มเว็บไซต์มากขึ้น หลังฝ่ายค้านได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากแรงหนุนของเว็บไซต์ข่าวและสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนกัมพูชาก็กำลังพิจารณากฎหมายต่อต้านอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจใช้สกัดคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อรัฐบาลด้วย
กฎระเบียบต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลายในอาเซียน ซึ่งมีเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็ว รวมทั้งมีจำนวนคนชั้นกลางเพิ่มขึ้น คนเหล่านี้มีการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน และไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่งของผู้นำทางการเมืองอีกแล้ว







