
เคสมือถือชอร์ตไฟฟ้า
เชื่อได้ว่าสำหรับบุคคลทั่วไปเมื่อเจอกับเหตุการณ์ร้ายๆ อย่างถูกลอบทำร้ายและชิงทรัพย์ไปต่อหน้าต่อตา
เชื่อได้ว่าสำหรับบุคคลทั่วไปเมื่อเจอกับเหตุการณ์ร้ายๆ อย่างถูกลอบทำร้ายและชิงทรัพย์ไปต่อหน้าต่อตา อาจยังคงรู้สึกหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่กล้าใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกต่อไป
แต่ไม่ใช่กับ เซท ฟรูม อดีตนายทหารในกองทัพสหรัฐ ที่สามารถพลิกความทรงจำอันน่ากลัวนั้น มาเป็น “บทเรียน” ก่อนผันสู่ “ธุรกิจเงินล้าน” อย่างไม่น่าเชื่อ
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี 2555 ฟรูมประสบกับเหตุร้าย เมื่อกลุ่มคนร้ายได้บุกขึ้นบ้านเพื่อขโมยทรัพย์สินและของมีค่า โดยขณะนั้น ฟรูมไม่สามารถตอบโต้เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตัวเองได้เลย เนื่องจากคนร้ายใช้ปืนจ่อหัวอยู่ ตลอดจนเจ้าตัวไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัวใดๆ ภายในบ้าน นอกจากโทรศัพท์มือถือที่ถืออยู่ในมือ
จากวันนั้น ฟรูม และ ณอน ซิโมน เพื่อนซี้ในที่ทำงาน จึงร่วมกันคิดทบทวนหาวิธีป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำสองในอนาคตจากการใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวและหาได้ง่าย จนในที่สุดความคิดก็ตกผลึกออกมาเป็นไอเดียการทำธุรกิจผลิตและจัดจำหน่าย “เคสโทรศัพท์/ชอร์ตไฟฟ้า” เสียเลย
แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เคสโทรศัพท์ของบริษัท เยลโล่ แจ๊คเก็ต ของสองหนุ่มนี้ นอกจากจะใช้ใส่โทรศัพท์มือถือคู่ใจเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนแล้ว ยังสามารถกลายเป็นปืนชอร์ตไฟฟ้าปล่อยกระแสไฟฟ้า 6.5 แสนโวลต์ ซึ่งมีความรุนแรงพอที่จะล้มคนร้ายลงได้ภายในไม่กี่วินาที
เพราะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถเปลี่ยนของใกล้ตัวเป็นอุปกรณ์ป้องกันภัยอย่างง่ายดาย ส่งผลให้เคสชอร์ตไฟฟ้ากลายเป็นที่สนใจอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทสามารถขายเคส ซึ่งสนนราคาอันละ 139.99 เหรียญสหรัฐ (ราว 4,479 บาท) ผ่านทางร้านค้าปลีกและเว็บไซต์กวาดรายได้แล้วราว 2.5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 8 ล้านบาท) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยเคสดังกล่าวจะมีแค่เฉพาะภายในรัฐที่มีกฎหมายอนุญาตให้มีการใช้อุปกรณ์ชอร์ตไฟฟ้าได้ และผู้ซื้อต้องมีอายุเกิน 18 ปีเท่านั้น
และเพื่อป้องกันเจ้าของโทรศัพท์ถูกชอร์ตไฟฟ้าเสียเองจากความเผอเรอ ผู้ผลิตจึงได้ติดตั้งสวิตช์ 2 แห่ง ซึ่งผู้ใช้ต้องกดปุ่มก่อนจึงจะใช้งานได้
ดูเหมือนว่าธุรกิจของสองหนุ่มกำลังไปได้สวยทีเดียว โดยล่าสุดทางบริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับแอปเปิล บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไอโฟนชื่อดังของสหรัฐ เพื่อจดทะเบียนการผลิตเคสสำหรับไอโฟนได้ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนจะขยายตลาดผลิตเคสโทรศัพท์สำหรับบริษัทซัมซุงในเดือน ก.ย.นี้ โดยซิโมนคาดการณ์ว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะสามารถดันยอดขายให้พุ่งทะลุถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32 ล้านบาท) ภายในสิ้นปีนี้ทีเดียว







