
ธปท.เผยแบงก์นิยมใช้ไบบอร์อ้างอิงกู้ยืมบาทเพิ่ม
แบงก์ชาติ เผยดอกเบี้ยไบบอร์ได้รับความนิยมจากตลาดเงินมากขึ้น เหตุสะท้อนสภาพคล่องเงินบาทได้จริงย้ำทุนไหลออกไม่น่าห่วง
แบงก์ชาติ เผยดอกเบี้ยไบบอร์ได้รับความนิยมจากตลาดเงินมากขึ้น เหตุสะท้อนสภาพคล่องเงินบาทได้จริงย้ำทุนไหลออกไม่น่าห่วง
นางสุชาดา กิระกุล ที่ปรึกษาผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา”ไบบอร์ และมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย(Bibor and Economic outlook Conference)” ที่ร่วมกับธนาคารยูโอบี เพื่อสร้างความเข้าใจต่ออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีในตลาดกรุงเทพ หรือ ไบบอร์ ให้แก่ภาคธุรกิจ ว่า จากการสนับสนุนให้ใช้ดอกเบี้ยไบบอร์ในการกู้ยืมระหว่างกันของธนาคารพาณิชย์ในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าตลาดการเงินไทยมีการใช้ดอกเบี้ยไบบอร์ในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีในการคาดการณ์สภาพคล่องเงินบาทที่แท้จริงในตลาด และแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากไบบอร์เคลื่อนไหวตามดอกเบี้ยนโยบาย
“เดิมคนมักรู้จักและใช้แต่ดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีหรือเอ็มแอลอาร์ หรือ ดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรือเอ็มอาร์อาร์ ซึ่งแต่ละแบงก์กำหนดอัตราไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของแต่ละแบงก์ เช่น เอ็มแอลอาร์ลบ 1 หรือลบ 2 เป็นต้น ทำให้ลูกค้าหรือธุรกิจ หรือตลาดคาดการณ์สภาคล่องที่แท้จริงไม่ได้ แต่ดอกเบี้ยไบบอร์จะกำหนดเป็นอัตราเดียว จากค่าเฉลี่ยนของแบงก์ที่สนับสนุนทั้ง 17 แห่ง และเคลื่อนไหวตามดอกเบี้ยนโยบาย ถ้าคนใช้ไบบอร์เยอะก็จะเป็นตัวช่วยชี้ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายได้ น่าเชื่อถือ อธิบายได้จริงเพราะสะท้อนสภาพคล่องเงินบาทในตลาดได้จริง” นางสุชาดากล่าว
ทั้งนี้ ปัจจจุบันดอกเบี้ยไบบอร์ระยะ 1 เดือนอยู่ที่ระดับ 2.5321% ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อ้างอิงในการกู้ยืมระหว่างกัน การระดมเงิน และสะท้อนความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยเฉพาะการให้กู้ยืมแบบกำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ที่เคลื่อนไหวตามสภาพคล่องและดอกเบี้ยนโยบาย ช่วยให้ภาคธุรกิจได้ประโยชน์ในการคาดการณ์ในตลาดการเงินได้ดีขึ้น
นางสุชาดา กล่าวว่า ในด้านภาวะเงินทุนไหลออกจากไทยขณะนี้ยอมรับว่ามีไหลออกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากมีการขายในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร แต่ไม่รุนแรงจนถึงขั้นกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย เนื่องจากในขาเข้าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประทเศยังไหลเข้ามาต่อเนื่อง นอกจากนี้การไหลออกไปในตลาดพันธบัตรและหุ้นยังช่วยหนี้ระยะสั้นของไทยลดลงด้วย
“เงินทุนไหลอกของไทยไม่น่าห่วง เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอ ค่าเงินบาทก็ยืดหยุ่น เศรษบกิจก็ยืดหยุ่น และระยะยาวรัฐบาลยังมีแผนการลงทุนเพื่อยกระดับประเทศด้วย จึงช่วยให้นักลงทุนต่างประเทศยังเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย บวกกับในปีหน้าเศรษบกิจไทยยังมีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” นางสุชาดากล่าว
นางสุชาดา กล่าวว่า ส่วนปัญหาสหรัฐฯอาจจะโจมตีซีเรียหากเกิดขึ้นจริงคงกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับสูงขึ้นบ้าง แต่ในส่วนของไทยถึงราคาน้ำมันจะปรับขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงการที่รัฐบาลมีนโยบายปรับขึ้นราคาแอลพีจี ค่าทางด่วน และค่าไฟฟ้าก็ไม่น่าจะกระทบกับอัตราเงินเฟ้อหรือการทำนโยบายการเงินและการคาดการณ์เศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยปัจจุบันยังต่ำ ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.2-2.3% เท่านั้น และในการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ก็ได้รวมปัจจัยการปรับขึ้นราคาเหล่านี้ไว้แล้ว







