posttoday
เศรษฐกิจกับการเมือง กังวลอะไรมากกว่า?

เศรษฐกิจกับการเมือง กังวลอะไรมากกว่า?

30 สิงหาคม 2556

คงไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน ที่มีการพูดถึงการลงทุนต่างๆ ที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงและน่าจะแรงที่สุดในรอบ 4 ปี

คงไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน ที่มีการพูดถึงการลงทุนต่างๆ ที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงและน่าจะแรงที่สุดในรอบ 4 ปี แน่นอนที่สุดนักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นมานาน ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าการปรับฐานลงในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอดีตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจการลงของราคาหุ้นแรงกว่านี้ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่เพิ่งเข้ามาลงทุนในกระแสการลงทุนที่เกิดขึ้นในระยะเกิน 4 ปีนี้ ต้องยอมรับว่าครั้งนี้เป็นการลงทุนมากที่สุด เพราะเปรียบเทียบจากจุดสูงสุดที่ทำไว้ในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ที่ 1,649.77 จุด การลงมาปัจจุบันมากกว่า 20% แล้วเมื่อพิจารณา Set Index ฉะนั้นไม่แปลกอะไรที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงมากกว่า 3040% ซึ่งก็หมายความว่าการเก็งกำไรในหุ้นที่อาศัยเงินกู้อาจจะมีการที่ต้องระมัดระวังในแง่ของการโดนบังคับขาย โจทย์ ณ จุดนี้ของนักลงทุนน่าจะอยู่ที่ว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นลงรอบนี้เป็นเพราะอะไร และควรจะวิเคราะห์ต่อว่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร

ประเด็นเรื่องหลักๆ ก็คือ ปัจจัยที่ส่งผลก็คือ ปัจจัยเศรษฐกิจและปัจจัยการเมือง โดยขยายความก็คือ

ปัจจัยเศรษฐกิจ จุดเริ่มต้นของปัจจัยลบครั้งนี้มาจากการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจในช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะส่งออกที่ปรับตัวลดลง ทำให้เกิดการปรับการคาดการณ์ตัวเลขจีดีพี (GDP) ลงในระดับ 20% (ธปท.ปรับจาก 5.1% มาเหลือ 4.2% ในช่วงหลายเดือนก่อน) แน่นอนที่สุดการปรับตัวลดลงของจีดีพี ก็จะส่งผลต่อการคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนที่ควรจะปรับตัวลดลงในครึ่งปีหลัง ซึ่งครึ่งปีแรกออกมา 17% ครึ่งปีหลังน่าจะโตมากกว่า 10% ไม่มาก หลังจากนั้นก็มีประเด็นการลดการอัดฉีดเงินของสหรัฐ (QE) และส่งผลโดยตรงให้มีเงินไหลออกพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และหลังเหตุการณ์เหล่านี้ไม่นานเกิดแรงขายทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้จากนักลงทุนต่างประเทศ

ปัจจัยการเมือง ประเด็นที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปัญหาความขัดแย้ง เพราะต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP เช่น อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ แม้ไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นก็ไม่ได้ด้อยกว่าหุ้นไทย แต่สิ่งที่ต้องดูคือ การผ่านโครงการใหญ่ๆ ที่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการ 2 ล้านล้านบาท

เมื่อประมวลผลจากปัจจัยที่กล่าวมาคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยในเชิงเศรษฐกิจมีผลโดยตรงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่าและปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อการลงทุนระยะสั้น คือ การเคลื่อนไหวของ Fund Flow (เงินทุนเคลื่อนย้าย) แต่ไม่จำเป็นต้องไปมองว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายนั้นเป็นเงินร้อนหรือเงินเย็น เพราะเดิมความเข้าใจก็คือ ถ้าเงินร้อนจะลงเร็วออกเร็วอาจจะดูไม่ดี

แต่กรณีเราดูภาพรวมของเศรษฐกิจเรา ณ ขณะนี้ต้องยอมรับว่า Fund Flow ที่ออกในบางส่วน ณ ปัจจุบันเป็นเงินที่ลงทุนมาตั้งแต่ช่วงปี 2552 หรือตั้งแต่เริ่มใช้คิวอี (QE) ของสหรัฐ เพราะฉะนั้นการออกของ Fund Flow ก็ต้องยอมรับว่า มีนัยสำคัญต่อภาพใหญ่ โจทย์ที่เกิดขึ้นสำหรับตลาดหุ้นไทย เพราะเคยมองไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วว่า “ระยะสัปดาห์ตลาดหุ้นไทยใกล้จุดดีดกลับอย่างน้อยก็ชั่วคราว” ก็ต้องมาดูว่า จะหยุดขายเมื่อไร ไม่ใช่มาดูว่าเงินจะไหลเข้าเมื่อไร เพราะไม่น่าเกิดขึ้นแน่ๆ คำตอบที่น่าจะชัดในกรณีที่เรามองว่า การเข้าหรือออกของ Fund Flow ก็ต้องมาดูค่าเงิน สังเกตง่ายๆ คือ การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของค่าเงิน เพราะกรณีจะนำเงินออกก็ต้องขายบาท ซื้อสกุลเงินต่างประเทศ แต่กรณีนำเงินเข้าก็ตรงข้าม ซึ่งเมื่อมองภาพจากกราฟที่มีการเคลื่อนไหวจะพบว่า กรณีเราเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งตีความว่าเป็นช่วงในการใช้คิวอีและเป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้นตลาดหุ้นไทยในรอบใหญ่ จะพบว่าแนวต้านเมื่อใส่ตัวเลข Fibonacci ลงไปจะได้ประมาณ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากระดับล่าสุดที่ 32 กว่าๆ บาทต่อเหรียญสหรัฐ Gap ในการอ่อนค่ามีไม่มาก และอาจตีความในเชิงกลยุทธ์ได้ว่า แรงขายของต่างชาติน่าจะเริ่มน้อยลง

จากเหตุผลที่กล่าวจึงมองภาพตลาดในเชิงกลยุทธ์ว่า การลงทุนในตลาดหุ้นปัจจุบันมีความเป็นไปได้ที่ต่อจากนี้ไปเราน่าเริ่มเห็นการดีดกลับของตลาดหุ้นและคาดว่า Set Index น่าดีดกลับจากจุดต่ำสุดได้ในระดับ 50-80 จุด และควรจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ