posttoday
เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

30 สิงหาคม 2556

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้แถลงตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นในหลายภาคอุตสาหกรรม

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้แถลงตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นในหลายภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะแนวโน้มการส่งออกสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มฟื้นตัวได้ดีขึ้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า สศค.คาดการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 3 ปีนี้ จะขยายตัวได้มากกว่า 3% การส่งออกเดือน ก.ค. 2556 ถึงแม้จะยังหดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.5% ต่อปี แต่เทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่ากลับมาขยายตัวที่ 0.8% ต่อเดือน

นอกจากนี้ ในส่วนของการนำเข้าในเดือน ก.ค. มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.1% มีปัจจัยสำคัญมาจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบที่เติบโตสูงถึง 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.5% จากไตรมาสที่ผ่านมาถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าภาคเอกชนเริ่มมีการนำเข้าวัตถุดิบที่มากขึ้น เพื่อผลิตและส่งออกในระยะต่อไป

ขณะที่การอุปโภคบริโภคในประเทศในส่วนของการบริโภคทั่วไปเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในประเทศที่ยังขยายตัวได้ 5.5% แต่การบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะรถยนต์ และเครื่องจักร ยังชะลอตัวลง จากการจัดเก็บภาษีแวต จากการนำเข้าที่ติดลบ 9.3%ส่วนค่าเงินบาที่อ่อนค่า เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด คาดว่าแนวโน้มค่าเงินบาทของไทยจะยังอ่อนค่าลง แต่คงเป็นช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นไปและสอดคล้องกับทิศทางเดียวกับภูมิภาค

สำหรับเครื่องชี้ด้านการบริโภคภาคเอกชนพบว่า แม้ในภาพรวมยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือน ก.ค. 2556 จะหดตัวที่ 1.9% ต่อปี แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บบนฐานการบริโภคภายในประเทศยังคงขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 5.5% ต่อปี

การลงทุนภาคเอกชนในหมวดก่อสร้างที่วัดจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ในเดือน ก.ค. 2556 กลับมาขยายตัวเร่งขึ้นอยู่ที่ 29.9% ต่อปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่วัดจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนในเดือน ก.ค. 2556 จะติดลบ 3.6% ต่อปี แต่เมื่อพิจารณาเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าสามารถขยายตัวที่ 8.7%

นายจิมมี่ โค หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนและวิจัย ธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ คาดว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจะต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออก รวมกันราว 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น 6.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และ 7.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า เมื่อสิ้นสุดไตรมาส 3 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงไปสู่ระดับ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะแข็งค่ากลับมาได้และน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐไปจนถึงสิ้นปี จากพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยที่ยังค่อนข้างดี

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี