
Thailand Focus 2013 ลั่นระฆัง
ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร และธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (ประเทศไทย) ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน Thailand Focus 2013 นำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Connecting to New Investment Frontiers” หรือ ไทยแลนด์ โฟกัส 2013 เชื่อมสู่ดินแดนใหม่แห่งการลงทุน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 28-29 ส.ค. 2556 นี้
ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร และธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (ประเทศไทย) ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน Thailand Focus 2013 นำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Connecting to New Investment Frontiers” หรือ ไทยแลนด์ โฟกัส 2013 เชื่อมสู่ดินแดนใหม่แห่งการลงทุน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 28-29 ส.ค. 2556 นี้
“กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวเปิดงานว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนถือว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 เติบโต 2.8% เทียบกับการขยายตัว 5.4% ในไตรมาสแรก ทำให้รวมครึ่งปีเติบโต 4.1% ถือว่าใช้ได้
“ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า จะทำให้อาเซียนเป็นตลาดที่มีประชากรสูงถึง 600 ล้านคน เมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากถึง 65 ล้านคน อาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับสองรองจากประเทศฝรั่งเศส โดยมีประเทศไทยเป็นหัวใจสำคัญในภูมิภาคนี้”
รัฐบาลไม่เพียงแต่จะปรับปรุงเศรษฐกิจ แต่ยังได้พัฒนาเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาระบบการจัดการน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง รัฐบาลยังตั้งเป้าจะยกระดับระบบโลจิสติกส์การขนส่งของประเทศ ซึ่งต้องใช้งบประมาณที่สูงถึง 15.2% ของจีดีพี นอกจากนี้ยังต้องการที่จะปรับปรุงระบบทางรถไฟจากรางเดี่ยวเป็นรางคู่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงระบบความเร็วสูงด้วย เพื่อต้องการเชื่อมโยงประเทศสมาชิกในอาเซียน แต่โครงการทั้งหมดนี้รัฐบาลจะไม่ใช้งบประมาณให้เกินกว่า 50% ของจีดีพี และจะต้องมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้นที่ 60% อย่างแน่นอน
“จรัมพร โชติกเสถียร” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลว่า มีผู้ลงทุนจากทั่วโลกเข้าร่วมงานมากถึง 186 ราย มีบริษัทจดทะเบียนไทยร่วมนำเสนอข้อมูลถึง 112 แห่ง และมีการประชุมรวมกว่า 2,000 ครั้ง สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ชี้ให้เห็นว่าตลาดทุนไทยและเศรษฐกิจไทยอยู่ในความสนใจของทั่วโลก
แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจของโลกมายาวนาน และความวุ่นวายทางการเมืองเป็นครั้งคราว แต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง โดยรายงานกำไรสุทธิสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 18% เมื่อเทียบปีก่อน และในอีก 7 ปีข้างหน้า รัฐบาลไทยมีแผนลงทุนมูลค่า 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางลุ่มน้ำโขง และตลาดหลักทรัพย์ได้อาศัยงานไทยแลนด์ โฟกัส ตอกย้ำความน่าสนใจของภูมิภาคต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเป็นตัวกลางเชิญตลาดหลักทรัพย์กัมพูชา ลาว เวียดนาม โฮจิมินห์และฮานอย และบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าร่วมประชุม OneOnOne กับผู้ลงทุน
ก่อนที่จะเข้ามารับฟังข้อมูลในกรุงเทพฯ หรือเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ได้พาผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติที่มีความสนใจลงพื้นที่ไปดูงานในหัวเมืองใหญ่ จ.อุดรธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น และพม่า เพื่อไปดูการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติได้พบได้เห็น เป็นการตอกย้ำเรื่องศักยภาพการเติบโตในอนาคตของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง
“กฤติยา วีรบุรุษ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บล.ภัทร ผลตอบรับเบื้องต้นของการจัดงานในครั้งนี้ถือว่าได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน ดูได้จากจำนวนผู้ลงทุนและการประชุม แม้ว่าระยะสั้นจะมีทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับ แต่สำหรับนักลงทุนสถาบันระยะยาวยังมองหาโอกาสการลงทุน
คำถามที่นักลงทุนต่างชาติสนใจและซักถามยังเป็นเรื่องความคืบหน้าของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งคำตอบที่นักลงทุนต่างชาติได้รับฟังจากทางการโดยตรงน่าจะเป็นที่พอใจและมีความชัดเจน เพราะโดยยุทธศาสตร์แล้วประเทศไทยจะต้องมีการลงทุนเพื่อรองรับการพัฒนาของประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้า
“ที่เห็นนักลงทุนต่างชาติขายเงินลงทุนไทยในปีนี้ระดับ 1 แสนล้านบาทนั้น ถือว่าไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับยอดสินทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติถือครองในตลาดหุ้นไทย ซึ่งได้หักการถือครองประเภทสตาร์ติจิกพาร์ตเนอร์ออกไปแล้ว ยังสูงถึง 3 ล้านล้านบาท ตัวเลขอยู่ระดับนี้มานานแล้ว และหากโอกาสเหมาะสม เชื่อว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับมาเอง”
ทางด้าน “อรกัญญา พิบูลธรรม” กรรมการผู้จัดการ จากธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า นักลงทุนสถาบันต่างชาติที่เข้าร่วมงานไทยแลนด์ โฟกัส 2013 นี้ พอจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่สนใจแนวคิดของงาน ต้องการมองโอกาสการเติบโตของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง 2.กลุ่มที่ลงทุนในหุ้นไทยและยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป และต้องการมารับฟังข้อมูลว่าก้าวต่อไปของประเทศไทยจะเดินหน้าอย่างไรกับแนวทางในการเติบโต
ด้วยเหตุนี้จำนวนผู้เข้าร่วมงานเพื่อรับฟังข้อมูลในปีนี้จึงมากเป็นพิเศษ เพราะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้เรียกได้ว่ามีสภาพคล่อง การซื้อขายสูงกว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์ ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติที่มีนโยบายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศไทย
“เชื่อว่าทุนต่างชาติจะกลับมา โดยจุดเปลี่ยนจะให้นักลงทุนต่างชาติกลับมา มี 2 ประเด็น 1.ราคา หากลดลงต่ำมากจะสร้างความน่าสนใจลงทุน 2.มีปัจจัยใหม่ดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ผ่านได้ จะทำให้มีการใช้จ่ายภาครัฐตามมา ส่วนเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเชื่อว่าเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติรับรู้อยู่แล้ว”







