
"BTS"น่าซื้อเป้า 9.83 บาท
โดย...บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)
โดย...บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) วิเคราะห์เบื้องหลังในการออกใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) ของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ว่า บริษัท บีทีเอส คาดว่าจะได้รับงานบริหารเดินรถ 4 สาย สีเขียว 2 สาย รถไฟฟ้าขนาดเบา (LRT) และสีชมพู ต้องการใช้เงินทุนเพิ่ม 1.16 แสนล้านบาท เป็นส่วนทุน 4.67 หมื่นล้านบาท ที่เหลือใช้เงินกู้ 7.01 หมื่นล้านบาท นั่นคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเป็น 1.5 เท่า หากหักกระแสเงินสดที่บริษัทประมาณการไว้ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท ด้วยเงินปันผล 5 ปีข้างหน้าที่ 4 หมื่นล้านบาท จะมีเงินเหลือ 5,000 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทคาดจะยังขาดอีก 4.17 หมื่นล้านบาท วอร์แรนต์จะเติมเต็มในส่วนนี้ จากจำนวนวอร์แรนต์ที่ออก 3,971.6 ล้านหน่วย ที่ราคาใช้สิทธิหุ้นละ 12 บาท จะระดมทุนได้ 4.77 หมื่นล้านบาท
บริษัทคาดกำไรต่อหุ้นจะเพิ่มขึ้นได้ดี สมมติฐานคือ นำเงินบางส่วนสัก 50% ไปคืนหนี้ ระหว่างทำโครงการอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงเป็น 0.65 เท่า Dilution Effect จะทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นลดลงไม่มาก คือ จากประมาณการงวดปี 2558-2559 เป็น 0.54 บาท เทียบกับเดิมที่ 0.63 บาท ลดลง 14% และปี 2559-2560 เป็น 0.70 บาท จากเดิมที่ 0.75 บาท ลดลง 7% เทียบกับประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2557-2558 ของเราที่ 0.27 บาท สำหรับราคาใช้สิทธิที่สูงถึง 12 บาท บริษัทมองว่าราคาหุ้นในอนาคตจะสะท้อนข่าวดีเรื่องได้งานบริหารเดินรถ ราคาหุ้นจะมากกว่า 12 บาท ทำให้วอร์แรนต์กลับมามีกำไร เป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น
ดังนั้น จึงคงคำแนะนำซื้อราคาพื้นฐาน 9.83 บาท เป้าหมายบริษัทคือ ผู้นำธุรกิจบริหารเดินรถในไทย จากระยะทางรถไฟฟ้าที่บริหารอยู่ 36.3 กิโลเมตร (กม.) (รวมส่วนขยายไปถึงบางหว้า) หากได้อีก 4 เส้นทาง รวมเป็นระยะทาง 115.1 กม. เป็น 3 เท่าตัวจากปัจจุบัน ทางด้านรายได้เป็น 6 เท่าตัวจากปัจจุบัน คือ 1 หมื่นล้านบาท เทียบกับปัจจุบันที่ 1,500 ล้านบาท
สถานะสายสีเขียวเข้มใต้พร้อมที่สุด คือ แบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง 12.8 กม. เพราะปัจจุบันเริ่มการก่อสร้างในส่วนโยธาแล้ว กำหนดการเปิดให้บริการปี 2560 สิ่งที่ต้องรอ คือ พ.ร.บ.ร่วมทุนที่คาดว่าจะผ่านได้ประมาณเดือน ต.ค. 2556 ดังนั้นจึงคาดว่าความคืบหน้าเรื่องการสรรหาผู้บริหารเดินรถจะเกิดขึ้นปลายปีนี้
ส่วนอีก 3 เส้น จะทยอยตามมา ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป กำหนดการเปิดให้บริการปี 2560 คือ 1) สายสีเขียวเข้มเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่ ระยะทาง 11.4 กม. 2) รถไฟฟ้าขนาดเบา (LRT) บางนา-สุวรรณภูมิ 18.6 กม. และ 3) สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ระยะทาง 36 กม. แต่ใน 3 เส้นที่เหลือนี้จะรวมงานก่อสร้างด้วย
บริษัทมีความพร้อมทั้งทางด้านเทคนิคและการเงิน สำหรับสายสีเขียวทั้งสองเส้นมีความได้เปรียบในเรื่องความประหยัดจากการเชื่อมกับโครงข่ายเดิม ประหยัดได้ทั้งเงินลงทุนและการดำเนินการ มีประสบการณ์การเดินรถ อดีตก่อสร้างแล้วเสร็จได้ภายใน 35 เดือน ปัจจุบันมีสภาพคล่องเงินสดส่วนเกิน 3,300 ล้านบาท และได้ประโยชน์จากการออกวอร์แรนต์ สำหรับ LRT และสีชมพูจะไม่เชื่อมโดยตรงแต่มีบางสถานีที่มีส่วนร่วมกันในอนาคต
ความได้เปรียบคู่แข่งในสายสีเขียวประหยัดเวลาการเดินทางในส่วนเชื่อมต่อประมาณ 15 นาที ประหยัดต้นทุนการดำเนินงานประมาณ 10% และประหยัดต้นทุนการบำรุงรักษาประมาณ 5% ดังนั้นเวลา|ยื่นประมูล จึงมีความได้เปรียบคู่แข่ง ซึ่งในตลาดมีน้อยราย คือ BMCL และ Airport Link
“เรายังไม่นำโครงการบริหารเดินรถมาใส่ไว้ในประมาณการ เพราะมีความไม่แน่นอนว่าจะประมูลได้กี่สาย เช่นเดียวกับจำนวนหุ้นที่จะเพิ่มจากการแปลงวอร์แรนต์มาเป็นหุ้นสามัญในอนาคต เพราะกว่าจะใช้สิทธิได้เป็นปีที่ 3 นับจากวันออก คือวันที่ 1 พ.ย. 2556 อีกทั้งราคาใช้สิทธิก็สูง จุดเด่นคือ จ่ายปันผลได้มาก และ Catalyst ต่อราคาหุ้นในอนาคตคือ ความคืบหน้าการประมูลงานบริหารเดินรถ”







