
เปิดภาระกิจยกเครื่อง รร.เอกชน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
การศึกษาคือหนึ่งในภาคส่วนสำคัญสำหรับการเตรียมความพร้อมไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ภายใต้การดูแลของ บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มีนโยบายว่า ปี 2556 จะต้องยกเครื่องโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศที่อยู่ภายใต้สังกัด สช.
ไล่เรียงกันตั้งแต่โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเอกชนชื่อดัง โรงเรียนเอกชนการกุศล โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน รวมไปถึงโรงเรียนเฉพาะทางอื่นๆ เช่น โรงเรียนสอนวิชาชีพ โรงเรียนกวดวิชาจะต้องมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ
บัณฑิตย์ มองว่า มาตรฐานการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในปัจจุบันถือว่ามีคุณภาพในระดับดี ถ้าไม่นับโรงเรียนสาธิตแล้ว ถือว่าโรงเรียนเอกชนไม่น้อยหน้าใคร สะท้อนให้เห็นจากผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ปีการศึกษา 2554 ซึ่งพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนโอเน็ตของโรงเรียนเอกชนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศทุกระดับการศึกษา โดยเฉพาะชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศทั้ง 8 วิชา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ 1 วิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม สช.ยังต้องการพัฒนาโรงเรียนเอกชนให้มีคุณภาพดีขึ้นอีก เพื่อให้ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานมาเรียนเกิดความมั่นใจ ขณะเดียวกันคุณภาพการจัดการศึกษาในภาพรวมของประเทศยังค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ทั้งยังมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย ให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะทางภาษาอังกฤษ และทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2557 จะต้องมีนักเรียน นักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาต่อในประเทศมากขึ้น ทำให้จะต้องมีแผนเร่งรัดพัฒนาเพิ่มคุณภาพการศึกษาเอกชน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดผล
“เป้าหมายคือต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้น การพัฒนากระบวนการเรียนแบบคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น ปลูกฝังทักษะชีวิตให้นักเรียนมากขึ้น ในส่วนของโรงเรียนนานาชาติ สช.ต้องการให้ทุกแห่งผ่านการรับรองจากสถาบันรับรองมาตรฐานสากล และสำหรับโรงเรียนนอกระบบเป็นหมื่นๆ โรงนั้น ต้องการให้จัดทำระบบประกันคุณภาพเพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค โดยอย่างน้อยในปีนี้ต้องเริ่มประกันคุณภาพภายในให้ได้ 1,300 โรง”
ทั้งนี้ สช.ปักธงเป้าหมายไว้ว่า เมื่อภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 สิ้นสุดลงแล้ว นักเรียนชั้น ป.3 ประมาณ 90% ต้องอ่านเขียนภาษาไทยคล่อง นอกจากนั้นนักเรียน ป.3 รวมถึง ม.3 และ ม.6 ต้องมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น 5% เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา 2556 ส่วนวิชาภาษาอังกฤษกำหนดไว้ว่า เด็กนักเรียนชั้น ป.3 จะต้องสามารถสื่อสารประโยคทักทายสั้นๆ ได้
สำหรับเป้าหมายการพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ตั้งเป้าไว้ว่า 90% ของนักเรียนต้องสามารถเขียนมายด์แมป (Mind Map) ของตัวเองได้ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับชั้น ซึ่ง สช.ได้จ้างสถาบันอุดมศึกษามาช่วยคิดนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ขณะที่เป้าหมายในการพัฒนาทักษะชีวิตนั้น ให้โรงเรียนนำกิจกรรมลูกเสือ ยุวกาชาด มาบูรณาการสอนเรื่องนี้
ด้านโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน สช.ตั้งเป้าไว้ว่า 95% ของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต้องมีงานทำ โดย สช.ได้ช่วยพัฒนาสื่อการเรียนการสอนใน 5 วิชาหลัก และการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน โดยได้จัดสรรงบประมาณในการจัดอบรมพัฒนาครู เพื่อให้มีทักษะการสอนตอบโจทย์ที่ สช.ตั้งไว้ได้
ทั้งหมดเป็นเพียงแผนงานที่วางไว้ แต่ผลสัมฤทธิ์สุดท้ายจะทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการเพิ่มคุณภาพการศึกษาเอกชนได้ตามเป้าที่ สช.ตั้งไว้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไป







