
เอสเอ็มอีสิงคโปร์ตกชั้นระนาว
เหลือติดโผ50บริษัทแกร่งแค่4รายต้นทุนแพงฉุดรั้งการแข่งขันลำบากหนัก
เหลือติดโผ50บริษัทแกร่งแค่4รายต้นทุนแพงฉุดรั้งการแข่งขันลำบากหนัก
บริษัทขนาดใหญ่ผงาด 50 อันดับบริษัทสุดแกร่งของสิงคโปร์ เอสเอ็มอีร่วงระนาว เหตุแข่งขันไม่ได้
เว็บไซต์แชนแนลนิวส์ เอเชีย รายงานว่า บรรดากลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในสิงคโปร์ ต่างมีศักยภาพการแข่งขันและการเติบโตลดลงในปีนี้ จนส่งผลให้มีจำนวนร่วงลงจากการจัดอันดับ 50 บริษัทที่เติบโตเร็วที่สุด (เอฟจี 50) ประจำปี 2556 และเป็นการปรับตัวลงที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่มีการมอบรางวัลดังกล่าวขึ้นในปี 2545 ท่ามกลางการกลับมาผงาดของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อีกครั้ง
รายงานระบุว่า ในบรรดาบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกจากทางการสิงคโปร์ให้เป็นบริษัทที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในปีนี้นั้น เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้เกินกว่า 1,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (2.5 หมื่นล้านบาท) ขึ้นไปมากถึง 20 บริษัท ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเมื่อปี 2555 ซึ่งอยู่ที่เพียง 13 บริษัทเท่านั้น และยังเป็นแนวโน้มด้านบวกต่อเนื่องจากเมื่อปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 9 บริษัท
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเติบโตของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกลับสวนทางกัน โดยในปีนี้มีกิจการเอสเอ็มอีที่ได้รับรางวัลเพียง 4 แห่งเท่านั้น ซึ่งนับเป็นการปรับลดลงอย่างรวดเร็วจากเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเอสเอ็มอีมากถึง 11 บริษัท และลดลงอย่างต่อเนื่องจากเมื่อปี 2554 ซึ่งเคยผงาดถึง 17 บริษัทด้วยกัน
ทั้งนี้ รางวัลเอฟจี 50 เป็นการมอบรางวัลประจำปีให้แก่ธุรกิจสัญชาติสิงคโปร์ที่มีผลประกอบการการเติบโตขั้นต่ำ 10% ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี
รายงานระบุว่า ภาคเอสเอ็มอีในสิงคโปร์นั้นต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ หลังจากที่ประสบภาวะต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น และความผันผวนของตลาดที่รุนแรงขึ้น ท่ามกลางรายงานว่า ภาคเอสเอ็มอีสิงคโปร์ต่างมองหาลู่ทางโยกย้ายหรือขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศกันมากขึ้น เพื่อหาทางออกจากวิกฤตการณ์ขาดแคลนแรงงานในประเทศ และรัฐบาลเริ่มเข้มงวดกับการเปิดรับแรงงานต่างชาติมากขึ้น
ก่อนหน้านี้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง เพิ่งประกาศตั้งงบประมาณ 42 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 1,050 ล้านบาท) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งเสริมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี โดยจะสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการผลิตของเอสเอ็มอีได้อีกราว 20%







