posttoday
พลิกวิกฤตเป็นโอกาสผุด"ไลน์"แอพระดับโลก

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสผุด"ไลน์"แอพระดับโลก

28 สิงหาคม 2556

ในยุคสมัยที่ใครๆ ต่างก็ต้องมีสมาร์ทโฟน เชื่อแน่ว่าเกือบทุกคนย่อมต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชันสำหรับการแชตเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับบุคคลรอบข้าง

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

ในยุคสมัยที่ใครๆ ต่างก็ต้องมีสมาร์ทโฟน เชื่อแน่ว่าเกือบทุกคนย่อมต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชันสำหรับการแชตเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือครอบครัว และที่ดูจะปฏิเสธไม่ได้เลยสำหรับแอพพลิเคชันแชตยอดนิยมของคนไทยก็คือ “ไลน์” เพราะจุดแข็งที่มีสติกเกอร์หน้าตาน่ารักที่สามารถดึงดูดผู้ใช้ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

อย่างไรก็ตาม เริ่มแรกของการสร้างแอพนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการค้าเป็นอันดับแรกแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤต์แผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งญี่ปุ่น และเกิดคลื่นยักษ์สึนามิถล่มในปี 2554 ซึ่งทำให้การสื่อสารขัดข้องชั่วคราว และทำให้ระบบโทรศัพท์ส่วนใหญ่แทบจะเป็นอัมพาต ทำให้หลายฝ่ายต้องหันมาติดต่อสื่อสารกันผ่านทางอินเทอร์เน็ตแทน

จากวิกฤตการสื่อสารข้างต้นทำให้ “เอ็นเอชเอ็น เจแปน” หรือชื่อเดิมว่า เนเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ เอ็นเอชเอ็น คอร์เปอร์เรชัน บริษัทให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่จากเกาหลีใต้ ได้ออกแบบแอพพลิเคชันส่งข้อความโต้ตอบกันได้ ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ โดยไลน์เปิดให้ใช้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2554 ก่อนที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เอ็นเอชเอ็น เจแปน จะก่อตั้ง “ไลน์ คอร์เปอร์เรชัน” เพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับไลน์โดยเฉพาะ โดยแยกออกจากบริการอินเทอร์เน็ตและธุรกิจอื่นๆ ของเอ็นเอชเอ็น เจแปน

“ข้อมูลที่มีคุณค่ากับผู้คนจะสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว และขยายในวงกว้างเมื่อใช้ไลน์ในช่วงเวลาของภัยพิบัติ โดยไลน์เริ่มมีบทบาทในฐานะของโครงสร้างพื้นฐาน” อากิระ โมริกาวะ ประธานบริหาร ไลน์ คอร์เปอร์เรชัน กล่าว

หลังจากเริ่มเปิดให้บริการได้ไม่นาน ยอดผู้ใช้ก็มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแซงหน้าเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เสียอีก เพราะเพียง 19 เดือน หรือในช่วงต้นปี 2556 ก็มียอดผู้ใช้ถึง 100 ล้านคนแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากที่ไลน์ได้พัฒนาแอพพลิเคชันอื่นๆ ได้ควบคู่กันด้วย เช่น ไลน์ คาเมรา ไลน์ การ์ด หรือไลน์ บรัช

แม้ว่าไลน์จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังคงพัฒนาต่อไปด้วยการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่ออกอากาศที่ญี่ปุ่น ซึ่งใช้ตัวละครจากสติกเกอร์ที่รู้จักกันดีของไลน์ เช่น มูน บราวน์ หรือโคนี นอกจากนี้ยังมีให้บริการหนังสือการ์ตูนอีบุ๊กอีกด้วย ซึ่งจนถึงขณะนี้ไลน์มีแอพพลิเคชันที่เกี่ยวข้องถึง 52 แอพแล้ว

ล่าสุด ในวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ไลน์เพิ่งประกาศความสำเร็จครั้งใหม่หลังมีผู้ใช้ถึง 230 ล้านคน พร้อมกับตั้งเป้าว่าจะให้มียอดผู้ใช้เกิน 300 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นเจาะไปที่ตลาดในสหรัฐและยุโรป

“เป้าหมายของเราต่อไปคือเปลี่ยนไลน์ให้เป็นภาษาที่ใช้กันทั่วโลก” โมริกาวะ ระบุ

ทั้งนี้ ไลน์มีรายได้ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาสูงถึง 9,770 ล้านเยน (ราว 3,135 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 66.9% โดยยังเปิดเผยอีกว่า รายได้ที่มาจากการขายสติกเกอร์นั้นสูงถึง 1,000 ล้านเยนต่อเดือน (ราว 320 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการขยายสินค้าลิขสิทธิ์ของไลน์ซึ่งอยู่ที่ 4,000 ล้านเยน (ราว 1,283 ล้านบาท)

สำหรับแผนที่จะพัฒนาแอพพลิเคชันไลน์ในอนาคต จุน มาสึดะ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดของไลน์ ระบุว่า จะใช้แผนการ 3ซี ได้แก่ การสื่อสาร (คอมมิวนิเคชัน) เนื้อหา (คอนเทนต์) และการค้า (คอมเมิร์ซ) โดยซีด้วยแรก คือ การสื่อสาร ไลน์จะให้บริการวิดีโอคอล หรือโทรศัพท์แบบเห็นหน้า แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ก็ทำให้ไลน์ก้าวมาทันในกระแสของโลกที่นิยมสื่อสารแบบเห็นหน้ากันมากขึ้น

สำหรับซีตัวที่สอง คือ เนื้อหา มาสึดะ ระบุว่า จะมีบริการ “ไลน์ มิวสิก” ซึ่งผู้ใช้จะสามารถฟังเพลง และแบ่งปันให้กับเพื่อนได้ด้วย แม้จะยังไม่แน่ชัดว่ามีค่ายเพลงใดที่เข้าร่วมกับบริการนี้ของไลน์บ้าง แต่ไลน์ มิวสิก เปิดให้บริการกับผู้ใช้ทั่วโลกอย่างแน่นอน

ขณะที่บริการสุดท้าย คือ “ไลน์ มอลล์” ที่ผู้ใช้จะสามารถซื้อสินค้าออนไลน์ได้ผ่านแอพพลิเคชัน ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้ใช้ โดยบริการรูปแบบใหม่ทั้งสามแบบนั้นอยู่ในช่วงขั้นตอนสุดท้าย และน่าจะได้ใช้บริการกันในช่วงเดือน ก.ย.พ.ย.ของปีนี้

ไลน์นับได้ว่าเป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ยังคงพยายามพัฒนาและดึงจุดเด่นของตนเองต่อไปเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นแอพพลิเคชันครองใจผู้ใช้ทั่วโลก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท