
บลจ.ชี้หุ้นไม่หยุดร่วง
‘วรรณ’แนะนักลงทุนชะลอซื้อระยะสั้นกรุงศรีเล็ง1,200จุดเหตุไร้ปัจจัยบวก
‘วรรณ’แนะนักลงทุนชะลอซื้อระยะสั้นกรุงศรีเล็ง1,200จุดเหตุไร้ปัจจัยบวก
หุ้นไทยไร้ข่าวดี “วรรณ” แนะเลี่ยงลงทุน “ประภาส” ชี้มีร่วงต่ออีก เล็งแนวรับ 1,200 จุด
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ แนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนชั่วคราว หลังจากตลาดหุ้นปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจนเข้ามารองรับ ในขณะที่เงินลงทุนต่างชาติยังทยอยไหลออกจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่กลับไปสู่ประเทศกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยตั้งแต่ต้นปีเงินทุนไหลออกไปแล้ว 1 แสนล้านบาท
“สำหรับตลาดตราสารหนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยมีโอกาสปรับตัวลดลงอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบถัดไป จากการชะลอตัวลงของภาวะเศรษฐกิจไทย หลังการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2556 อยู่ที่ 2.8% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ” นายวิน กล่าว
เช่นเดียวกับนายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี ที่เชื่อว่า ในช่วง 1-2 เดือนนี้มีความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงได้อีก เนื่องจากตลาดขาดปัจจัยบวก เงินทุนยังไหลออกต่อเนื่อง ขณะที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ 2 ล้านล้านบาทยังไม่ผ่านสภา ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ บริษัทจึงมองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีปีนี้อยู่ที่ 1,200-1,650 จุด จากเดิมมองกรอบล่างไว้ที่ 1,350 จุด
“เดือน ก.ย.ต้นเดือน ต.ค.เป็นช่วงที่ตลาดปลอดข่าวดี มีแต่ข่าวร้ายเป็นช่วงสุญญากาศ ต้องรอผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งจะประกาศออกมากลางเดือน ต.ค. โดยเราคาดว่ากำไรยังจะออกมาดีต่อเนื่องจากครึ่งแรกของปีนี้ที่กำไรโตขึ้นมากจากปีที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากเราพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งต่างก็ยังเชื่อมั่นในผลงานของบริษัท” นายประภาส กล่าว
สำหรับปัจจัยต่างประเทศนอกเหนือจากเรื่องมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐแล้ว นักลงทุนยังกังวลตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐ รวมถึงการตัดสินใจเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐที่จะกลับมาสร้างความกังวลต่อตลาดอีกครั้งในเดือน ต.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม นายประภาส กล่าวว่า ดัชนีในระดับ 1,300 จุด เป็นค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมในการเข้าลงทุนและมีส่วนลดให้แก่นักลงทุน และถือเป็นโอกาสดีในการเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาถูก เนื่องจากคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 12% ต่อปี แต่ในปี 2557 กำไรสุทธิต่อหุ้นอาจโตไม่มาก เพราะปีนี้บริษัทจดทะเบียนจ่ายปันผลเป็นหุ้นหลายแห่ง ส่วนหนึ่งสะท้อนว่าบริษัทต่างๆยังคงมีการลงทุนต่อเนื่องจึงมีการเก็บเงินสดไว้ แต่จ่ายปันผลเป็นหุ้นแทน
ทั้งนี้ คาดว่าสิ้นปีนี้กำไรสุทธิต่อหุ้นโดยเฉลี่ยของตลาดจะอยู่ที่ 106 บาทต่อหุ้น และปีหน้าจะอยู่ที่ 120 บาทต่อหุ้น ส่วนในปี 2558 จะอยู่ที่ 133 บาทต่อหุ้น
“ช่วงนี้เป็นช่วงเซลส์ซีซั่น ซื้อของถูก แต่จะถูกถึงเท่าไรไม่มีใครรู้ ซึ่งปกติตลาดหุ้นจะแกว่งตัวประมาณ 30% ดังนั้นระดับดัชนี 1,200 จุดจึงเป็นแนวรับที่เรามอง เรามองแนวรับที่ 1,200 จุด และที่ผ่านมาก็ลงมามากแล้ว ทั้งที่โครงสร้างเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยน” นายประภาส กล่าว
สำหรับกลุ่มหุ้นที่สนใจ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าใน 23 ปีข้างหน้าดัชนีมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังจากเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว รวมถึงการเติบโตในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้นจากปีนี้ แม้ในปีนี้บริษัทได้ปรับลดเป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เหลือ 3.5% จากต้นปีมองไว้ที่ 7% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 3 ยังฟื้นตัวในระดับต่ำ เศรษฐกิจในอาเซียนและจีนยังอ่อนแอ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปอาจไม่ส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวมากนัก อีกทั้งการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวนายประภาส กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างแท้จริง แค่ชะลอตัวหลังจากเร่งตัวมากในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งการที่เศรษฐกิจในไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนขยายตัวในอัตราที่สูงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และปกติเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสแรก เพราะมีวันหยุดหลายวัน







