posttoday
หรือจะรอให้เวียดนามแซงเรา

หรือจะรอให้เวียดนามแซงเรา

28 สิงหาคม 2556

ผมคิดว่าปัญหาที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนของไทยก็คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต มิฉะนั้นสินค้าไทยก็จะมีต้นทุนที่สูง และสินค้าประเภท High Value Added (HVA) จะมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับสินค้าที่เป็น Low Value Added (LVA) ซึ่งสินค้าประเภท HVA จะทำให้ผู้ผลิตมีมาร์จินที่สูงกว่าปกติ

ผมคิดว่าปัญหาที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนของไทยก็คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต มิฉะนั้นสินค้าไทยก็จะมีต้นทุนที่สูง และสินค้าประเภท High Value Added (HVA) จะมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับสินค้าที่เป็น Low Value Added (LVA) ซึ่งสินค้าประเภท HVA จะทำให้ผู้ผลิตมีมาร์จินที่สูงกว่าปกติ

การที่ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าประเภทนี้ได้ ต้องมี Research & Development (R&D) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ยาก ถ้ารัฐบาลไม่ส่งเสริมประเทศไทยซึ่งจัดอยู่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจ Stage ที่ 2 ในกลุ่มนี้เป็น Efficiency Preview ซึ่งอยู่ใน Stage กลางๆ โดยมี 33 ประเทศที่อยู่ใน Stage นี้ มีประเทศอินโดนีเซีย จีน จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับเรา ส่วนฟิลิปปินส์อีก 1 ประเทศ ในกลุ่ม TIP ยังอยู่ในกลุ่ม Transition from Stage 1 to Stage 2 แย่กว่าเรา 1 ขั้น ขณะที่ประเทศมาเลเซียอยู่ในกลุ่ม Transition from Stage 2 to Stage 3 ซึ่งมีทั้งหมด 21 ประเทศ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เตรียมจะเข้าไปสู่ Stage 3 InnovationDriven เป็นกลุ่มสูงสุด มี 35 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีเพียงสิงคโปร์ที่เป็นประเทศเดียวในกลุ่ม Asean ที่จะอยู่ในกลุ่มนี้ ขณะที่กลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar และ Vietnam) ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Stage 1 FactorDriven เมื่อสิบปีที่ไทยกับมาเลเซียยังมีเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันมาเลเซียแซงหน้าเราในเกือบทุกด้าน GDP/ประชากรของเขาสูงกว่าเรามากกว่า 2 เท่าแล้ว ถ้าดูความสามารถในการแข่งขันตามรายงานของ World Economic Forum (WEF) ไทยอยู่ในลำดับที่ 38 จากปีที่แล้วอยู่ลำดับที่ 39 ขณะที่มาเลเซียอยู่ลำดับที่ 25 แต่ถ้าดูรายงานของ IMD ไทยเราปีนี้อยู่ลำดับที่ 27 ขณะที่ปีที่แล้วเราอยู่ลำดับที่ 30 ขณะที่มาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 15

จากตัวเลขส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์เพิ่งรายงานออกมาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า เดือน ก.ค. มีมูลค่าการส่งออก 19,064.10 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.48% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 21,345.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.08% ทำให้เราขาดดุลการค้า 2,281.30 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 7 เดือนแรกปีนี้มีการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% ขณะที่นำเข้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 3.85% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 18,052.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่แถว 32 บาท/เหรียญสหรัฐ ถ้าประเทศไทยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต และมี R&D ที่ดี ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้เราส่งออกได้มากขึ้น ขณะที่การนำเข้าจะลดลง ซึ่งจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงดุลการค้าจากขาดดุลเป็นเกินดุลการค้า

ยังโชคดีที่ภาคการท่องเที่ยวยังดี มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยมากขึ้น ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวชาวจีนจากอานิสงส์ภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand ที่เป็นภาพยนตร์จีนที่ประสบความสำเร็จมากในประเทศจีน แต่เริ่มมีปัจจัยเสี่ยงที่รัฐบาลจีนกำลังออกกฎระเบียบเข้มงวดขึ้นกับทัวร์ราคาถูก หรือที่เรียกติดปากกันว่าทัวร์ศูนย์บาท ซึ่งจะทำให้ราคาทัวร์จากจีนมาไทย ราคาสูงขึ้นอีกพอสมควร ทัวร์ราคาที่ถูกเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกที่จะมาเที่ยวประเทศไทยหมดไป

สิ่งที่อยากเห็นรัฐบาลไทยทำคือ ควรจะลดนโยบายประชานิยมลง โดยเฉพาะการรับจำนำข้าว หรือการประกันราคาข้าวในอดีต หรือการประกันราคาพืชผลทางเกษตร ซึ่งทำให้ภาคเกษตรต้องพึ่งพารัฐตลอด ไม่พยายามช่วยตัวเองเท่าที่ควร รัฐควรจะแนะนำวิธีเพิ่มผลผลิต หรือพัฒนาพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น มีความทนทานต่อศัตรูพืชและดินฟ้าอากาศมากขึ้น

ทำไมเวียดนามจึงปลูกข้าวได้ปีละ 3 ครั้ง และผลผลิตต่อไร่มากกว่าเรา โดยใช้ตลาดเกษตรล่วงหน้าให้เป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มาก แล้วนำงบดังกล่าวไปพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะ Logistics ที่ไทยเราเป็นประเทศที่มีต้นทุนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นใน Asean และรัฐควรจะให้หน่วยงานเอกชนสามารถนำค่าใช้จ่ายเพื่อมาปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต อาทิ สั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า และสามารถหักค่าเสื่อมสึกหรอใน 2 ปีแรก ปีละ 35% ค่าใช้จ่าย R&D หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า

บริษัทที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นเกิน 20% ส่วนที่เกิน 20% รัฐคืนภาษีส่วนเกินนี้ให้ 1/3 และมาตรการอื่นๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและส่งออก ปัจจุบันใช้ไทยเป็น KPI เปรียบเทียบนะครับ และคุยว่าจะแซงหน้าไทยให้ได้ภายใน 10 ปี

วกกลับมาที่ตลาดหุ้นบ้านเรา ผมคิดว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ควรจะทยอยซื้อสะสมหุ้นให้เต็มพอร์ต โดยคาดว่าจุดต่ำสุดในกรณีเลวร้ายสุดๆ น่าจะอยู่ที่ 1,250-1,260 จุด ขณะที่ผมยังคาดว่าภายในปลายปีนี้ เราน่าจะเห็น Set Index ที่ 1,460 จุด Risk Reward อยู่ข้างฝ่ายซื้อนะครับ เพราะว่าแย่สุดก็อาจจะลง 5060 จุด ขณะที่มีลุ้นค่อนข้างมากที่ Set จะขึ้นประมาณ 150160 จุด ภายในสิ้นปีนี้ ช่วงนี้จึงเป็นช่วง Low Risk High Return ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท