posttoday
ใช้เงินอย่างไรให้รวยขึ้น(ตอนที่ 1)

ใช้เงินอย่างไรให้รวยขึ้น(ตอนที่ 1)

27 สิงหาคม 2556

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

 โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

หลายคนมักได้ยินคำพูดอยู่บ่อยๆ ว่า “ออมอย่างไรให้รวยขึ้น” อันนั้นใครๆ ก็รู้ แต่พอปฏิบัติจริงกับโลกในปัจจุบัน ผลลัพธ์มันกลับแย่ กลายเป็นว่า “ยิ่งออม ยิ่งเก็บเงิน ยิ่งขี้เหนียว กลับยิ่งจน” ...จริงดิ?

มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในโลกของเงินเฟ้อสูงๆ อย่างในปัจจุบัน วันนี้หากมองไปรอบๆ ตัว สิ่งที่น่าตกใจคือ ค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด สาเหตุหลักๆ ก็มาจากการที่โลกพัฒนามากขึ้น คนใช้ทรัพยากรมากขึ้น เพื่อสนองตอบการเติบโตของเศรษฐกิจ ลองคิดซิ ทรัพยากรในโลกมันเท่าเดิม ใช้แล้วมีแต่หมดไป สิ่งเหล่านี้จริงๆ ก็คือ “ต้นทุนการผลิต” พอคนเอาทรัพยากรมาใช้มากขึ้นๆ ก็ทำให้ราคาของทรัพยากรเหล่านี้เพิ่ม การแย่งกันใช้ทรัพยากรจากเดิมทีประเทศพัฒนาแล้วพวกอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นคนใช้หลักๆ กลายมาเป็นวันนี้ ทั้ง จีน อินเดีย และประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ ก็หันมาบริโภคทรัพยากรต่างๆ มากขึ้น

“แย่งกันกินกันใช้” ผลก็คือข้าวของและค่าครองชีพมันก็ยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ นี่ขนาดว่าเราอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำคนยังบริโภคกันขนาดนี้ ลองนึกภาพซิว่าวันใดก็ตามที่ปัญหาเศรษฐกิจแก้ไขได้ อเมริกาและยุโรปกลับมาเศรษฐกิจดีจะมีการแข่งกันบริโภค ใช้จ่าย แย่งกันซื้อของ ทำให้ราคาสินค้าและบริการมันเพิ่มขึ้นขนาดไหน

อย่างที่เข้าใจกันก็คือ ทุกอย่างในโลกที่มี “ราคา” มันก็ขึ้นกับว่า Demand & Supply คือ การผลิต และการใช้มันเป็นตัวกำหนด อะไรที่คนต้องการมากๆ และ ผลิตได้น้อยราคามันก็จะขึ้น โดยทั้งหมดที่พูดมา เราเอา “เงิน” เป็นตัวกำหนดราคาของสิ่งต่างๆ

วันนี้ธนาคารกลางทั่วโลก ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ไล่มาถึงญี่ปุ่น ต่างทำ QE ซึ่งในความหมายที่พูดเข้าใจง่ายๆ คือ การที่รัฐบาลทำ QE ก็คือ การ “พิมพ์เงิน เพิ่ม Supply ของเงินเข้ามาในระบบนั่นเอง” ดังนั้น ถ้าคุณวิเคราะห์ตามที่ผมเล่าจะเห็นภาพเลยว่าเวลานี้การบริโภคของคนเพิ่มขึ้นตามโลกที่เจริญขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่เดิมทีด้อยพัฒนาบริโภคน้อยก็กลายมาเป็นบริโภคเพิ่มขึ้น

อย่างพม่าที่เปิดประเทศก็เป็นตัวอย่างของประเทศด้อยพัฒนาที่หันมาบริโภค แย่งอาหาร แย่งพลังงาน มันจะทำให้ “ราคา” สินค้า|และบริการเพิ่มขึ้นในเด้งแรก ส่วนเด้งที่สองก็คือ รัฐบาลพิมพ์เพิ่ม Supply เงิน ก็ทำให้เงินในกระเป๋าที่เรามีลดมูลค่าในอัตราเร่ง – “สรุปว่าเราเจอสองเด้ง ของแพง + เงินลดมูลค่า รวมกันกลายเป็นเงินจะโคตรเฟ้อนั่นเอง”

เล่ามาซะยาว เพื่อจะวาดภาพให้เห็นว่า “เงินจะเฟ้อมาก” ใครก็ตามที่เอาแต่เก็บเงินไว้ในธนาคาร ได้ดอกเบี้ยต่ำติดๆ ก็เสมือนกับว่า ยิ่งเก็บเงิน ก็ยิ่งจนลง แต่ผมไม่โทษคนเหล่านี้หรอก เพราะลองคิดดีๆ นะ ภาวะเศรษฐกิจโลกมันผันผวนแบบนี้ ใครๆ ก็กลัว ถ้าเรากลัวเราก็มักจะพยายามเก็บเงินไว้ในที่ปลอดภัย อย่างเช่น ในธนาคารหรือในพันธบัตรรัฐบาลที่แทบไม่มีดอกเบี้ย และแน่นอนที่ที่ปลอดภัยก็ย่อมไม่มีผลตอบแทน – ก็จะกลายเป็นวัฏจักร หรือ Pattern ของคนส่วนใหญ่ที่ทำงานเก็บเงิน แล้วก็วางไว้ในที่ที่ไม่ให้ผลตอบแทน ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ ก็เลยเป็นสูตรสำเร็จความซวยของคนส่วนใหญ่ที่ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งเก็บเงิน ก็เลยยิ่งจน

“หลายคนอาจจะคิดว่าก็มัน Make Sense แล้วที่เขากลัวและทำเหมือนๆ คนส่วนใหญ่คงจะไม่เป็นไรหรอก หากเขาจะเป็นคนอีกคนที่ทำเหมือนๆ คนส่วนใหญ่” ใช่!! ที่คิด ไม่ผิดหรอก แต่ต้องรู้ว่า “สิ่งที่เราคิดจะส่งผลต่อการกระทำและจะส่งผลต่อผลลัพธ์” การที่คนส่วนใหญ่ของโลก 80% เป็นคนจน ก็เป็นเพราะคนเหล่านี้คิดและทำเหมือนๆ กัน เช่น พอทุกคนกลัวก็วิ่งเอาเงินไปฝากธนาคาร ธนาคารก็สามารถให้ดอกเบี้ยต่ำๆ เหมือนอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่ใครๆ ก็ฝากเงิน แม้ธนาคารจะให้ดอกเบี้ยเกือบเป็นศูนย์ก็ยังฝากอยู่ดี”

ดังนั้น ธนาคารไม่ต้องเหนื่อยเลย เพราะมีต้นทุนการเงินที่ถูก ดังนั้น ธนาคารก็สามารถทำกำไรมหาศาลจากการไปปล่อยกู้ ยิ่งไปปล่อยกู้|ต่างประเทศยิ่งได้ดอกเบี้ยสูง นั่นแหละที่ทำให้ญี่ปุ่นมีเงินไหลออกไปลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทยและ South East Asia ที่ได้รับประโยชน์จากค่านิยมของคนญี่ปุ่น “ขอบคุณชาว Japan ที่ทำให้เรารวยขึ้นทางอ้อม”

จะเห็นได้ว่า “ความคิด” เป็นตัวกำหนดการกระทำและเมื่อเอาความคิดมาวิเคราะห์จะรู้เลยว่าเมื่อคนส่วนใหญ่ทำอะไร หรือเอาเงินไว้ที่ไหนที่นั้นจะไม่ดี หรือ ให้ผลตอบแทนที่ต่ำมากๆ...และเมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์ซึ่งก็คือความมั่งคั่งและความสำเร็จของคนแต่ละคนก็จะแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ

ครั้งหน้ามาคุยกันว่า “เมื่อเข้าใจว่าคิดและทำแบบคนส่วนใหญ่จะซวยเสมอ” ลองมาดูกันว่า “แล้วใช้เงินให้รวยขึ้นมันทำอย่างไร”!!

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี