
ส่งออกช่วงที่เหลือของปีท้าทายมากขึ้น
ศูนย์วิจัยฯ ชี้ ส่งออกเดือน ก.ค. หดตัว 1.48% ตามตลาดหลัก จับตาช่วงที่เหลือของปีอาจต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น
ศูนย์วิจัยฯ ชี้ ส่งออกเดือน ก.ค. หดตัว 1.48% ตามตลาดหลัก จับตาช่วงที่เหลือของปีอาจต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ภาวะการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี โดยระบุว่า การส่งออกของไทยเปิดตัวช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ด้วยการบันทึกอัตราการหดตัวร้อยละ 1.48 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ในเดือนก.ค. (แย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.80) สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากความเปราะบางของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งเมื่อประกอบภาพเข้ากับโจทย์ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกในประเด็นการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านวัตถุดิบตลอดจนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของสินค้าบางรายการ ที่ฉุดรั้งให้การส่งออกของไทยยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ก็ทำให้การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.60 (YoY) คิดเป็นมูลค่า 132,368.1 ล้านดอลลาร์ฯ ในขณะเดียวกัน ปัจจัยดังกล่าวก็กดดันให้การส่งออกในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2556 ต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการพลิกกลับสู่จังหวะการฟื้นตัว ซึ่งคงต้องรอคอยปัจจัยเสริมที่แข็งแกร่งซึ่งอาจปรากฏให้เห็นในช่วงเวลาข้างหน้าต่อไป
ตลาดหลักที่หดตัว...ฉุดการส่งออกเดือนก.ค.2556 หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
การส่งออกของไทยในเดือนก.ค. 2556 บันทึกอัตราการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ร้อยละ 1.48 (YoY) คิดเป็นมูลค่า 19,064.1 ล้านดอลลาร์ฯ โดยแม้ว่าการส่งออกไปยังตลาดศักยภาพยังขยายตัวได้ ทั้งออสเตรเลีย (ขยายตัวร้อยละ 19.46) อาเซียน-9 (ขยายตัวร้อยละ 8.63) และแอฟริกาใต้ (ขยายตัวร้อยละ 7.21) แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยการส่งออกไปยังตลาดหลักที่หดตัวลง ทั้งญี่ปุ่น (หดตัวร้อยละ 10.50) จีน (หดตัวร้อยละ 5.34) และสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 0.64) มีเพียงสหภาพยุโรป-27 ที่ขยายตัวร้อยละ 1.12 (YoY)
ทั้งนี้ คำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่อ่อนกำลังลง ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมหดตัวร้อยละ 6.48 (YoY) ตามการส่งออกยางพาราที่ลดลงเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่หดตัวร้อยละ 8.74 (YoY) จากการส่งออกอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะปลา ทูน่า ปลาซาร์ดีนและกุ้ง ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมก็หดตัวลงเช่นกันที่ร้อยละ 1.17 (YoY) นำโดยการส่งออก ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่พลิกกลับมาหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือนที่ร้อยละ 10.23 (YoY) รวมทั้งคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง อนึ่ง หากไม่รวมการส่งออกทองคำ พบว่า มูลค่าส่งออกของไทยในเดือนก.ค.2556 หดตัวลงร้อยละ 0.96 (YoY)
ด้านการนำเข้าเดือนก.ค. 2556 มีมูลค่า 21,345.4 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวร้อยละ 1.08 (YoY) ชะลอลงจากร้อยละ 3.01 (YoY) ในเดือนก่อน ตามการนำเข้าสินค้าทุนที่ยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ร้อยละ 3.60 (YoY) และการนำเข้าเชื้อเพลิงที่หดตัวร้อยละ 15.42 (YoY) ส่งผลให้ไทยยังคงบันทึกยอดขาดดุลการค้า 2,281.3 ล้านดอลลาร์ฯ ต่อเนื่องจากที่ขาดดุล 1,915 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนมิ.ย.
แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือปีมะเส็ง...อาเซียนอาจเป็นแรงหนุนที่น่าจับตา
การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556 ยังอาจต้องเผชิญภาวะที่ท้าทาย ท่ามกลางสถานการณ์การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง เนื่องจากจีนไม่เพียงจะส่งผลโดยตรงต่อจังหวะการฟื้นตัวของสินค้าส่งออกของไทยที่มีจีนเป็นตลาดหลักเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลทางอ้อมต่อภาพรวมการส่งออกของไทยผ่านสถานการณ์การค้าในตลาดศักยภาพ ซึ่งมีจีนเป็นคู่ค้าสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน-9 ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปยังจีนราวร้อยละ 11.4 ขณะเดียวกัน ก็เป็นตลาดส่งออกศักยภาพที่สำคัญของไทย โดยมีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 26.28 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2556 แต่กระนั้น ด้วยศักยภาพการเติบโตของกลุ่มอาเซียนในช่วงที่เหลือของปี 2556 ก็อาจจะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อ ทิศทางการฟื้นตัวของการส่งออกไทยไปได้บางส่วน เนื่องจากสินค้าส่งออกบางรายการของไทย อาจได้รับอานิสงส์ให้ยังสามารถประคองการขยายตัวไว้ได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์สินค้าส่งออกไปยังอาเซียน 50 อันดับแรกในช่วง 7 เดือนแรกปี 2556 พบว่า แม้ว่าสินค้าส่งออกบางรายการของไทยไปยังอาเซียน จะชะลอลงตามทิศทางเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของหลายประเทศในอาเซียน แต่ก็ยังมีสินค้าส่งออกบางรายการที่ยังคงเติบโตได้ แม้ว่าภาพรวมการค้าระหว่างจีน-อาเซียนนับจากต้นปีจะไม่สดใสนักก็ตาม โดยสามารถสรุปรายละเอียดได้ดังนี้
- สินค้าส่งออกของไทยที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด หากสัญญาณการฟื้นตัวของจีนในช่วงครึ่งปีหลังเป็นไปอย่างอ่อนแอ และเพิ่มแรงกดดันทางอ้อมต่อตลาดอาเซียน ได้แก่ สินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ ยางพาราและมันสำปะหลัง ที่จีนเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีจีนเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรรวม และส่วนประกอบเครื่องจักรกล ซึ่งอาเซียนส่งออกต่อไปยังจีนในสัดส่วนสูง (ผ่านมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยในอาเซียน)
- สินค้าส่งออกที่อาจได้รับแรงกดดันไม่มากจากความเปราะบางของสถานการณ์การค้าจีน-อาเซียน ได้แก่ การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLM (ประกอบด้วยกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาร์) สินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และปูนซิเมนต์ ที่น่าจะยังสามารถขยายตัวดีจากอานิสงส์ของการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ ทั้งกลุ่ม CLMV (ประกอบด้วยกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) และฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกับสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวดีตามความต้องการในประเทศอาเซียนที่ยังมีโอกาสเติบโตตามรายได้ประชากร โดยเฉพาะเครื่องดื่ม สบู่และเครื่องสำอาง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในกลุ่มประเทศ CLMV รวมถึงรถยนต์นั่งและจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ที่ยังคงขยายตัวได้ในอินโดนีเซีย ขณะที่ กลุ่มสินค้าขั้นกลางบางประเภท อาทิ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องยนต์สันดาปภายใน และผ้าผืน ก็มีแนวโน้มขยายตัวดีเช่นกัน
โดยสรุป ทิศทางความอ่อนแอของภาคการส่งออกของไทยที่ยังคงได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ส่งผลให้สถานการณ์การส่งออกของไทยก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วยการบันทึกอัตราการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ร้อยละ 1.48 (YoY) ในเดือนก.ค.2556 โดยเป็นการหดตัวลงในทุกกลุ่มสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่หดตัวลง นำโดยการส่งออกยานยนต์และส่วนประกอบที่พลิกกลับมาหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือน
สำหรับภาพการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี ยังต้องติดตามตัวเลขการส่งออกในเดือนถัดไป ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทิศทางการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556 อาจยังพอมีปัจจัยที่จะช่วยชดเชยภาพลบลงได้บ้าง โดยอานิสงส์ของการรักษาเป้าหมายการเติบโตของทางการจีน ซึ่งก็เริ่มส่งผลให้เครื่องชี้เศรษฐกิจจีนในบางกิจกรรมเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นในเดือนก.ค.นั้น ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากเศรษฐกิจจีนสามารถประคองเส้นทางการฟื้นตัวไว้ได้ตลอดในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 สอดรับกับการปรับตัวดีขึ้นของทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและยูโรโซนที่น่าจะปรากฏภาพความแข็งแกร่งมากขึ้นในระยะข้างหน้า ประกอบกับปัจจัยฐานเปรียบเทียบที่ต่ำ ก็อาจจะทำให้สถานการณ์การส่งออกของไทยมีโอกาสที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี และหนุนให้ภาพรวมการส่งออกไทยในปี 2556 เติบโตใกล้เคียงกับประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ร้อยละ 4.0 (กรอบคาดการณ์ร้อยละ 2-7) โดยมีแรงเสริมจากการส่งออกสินค้าบางรายการไปยังตลาดอาเซียน อาทิ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง สินค้าขั้นกลาง และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ยังน่าจะประคองทิศทางการขยายตัวไว้ได้ต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก







