posttoday
เรียนภาษาแบบไร้มายาคติเคล็ดลับฉบับ "แอนดรูว์ บิ๊กส์"

เรียนภาษาแบบไร้มายาคติเคล็ดลับฉบับ "แอนดรูว์ บิ๊กส์"

27 สิงหาคม 2556

“เวลาจะเรียนหรือพูดภาษาอังกฤษเพื่อสู่ประชาคมอาเซียน อย่าไปกลัวว่าจะพูดไม่ได้เพอร์เฟกต์ เจ้าของภาษาเองยังไม่ได้คาดหวังว่าใครจะพูดได้เพอร์เฟกต์เลย”

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

“เวลาจะเรียนหรือพูดภาษาอังกฤษเพื่อสู่ประชาคมอาเซียน อย่าไปกลัวว่าจะพูดไม่ได้เพอร์เฟกต์ เจ้าของภาษาเองยังไม่ได้คาดหวังว่าใครจะพูดได้เพอร์เฟกต์เลย”

นี่คือคำแนะนำจากปากของ แอนดรูว์ บิ๊กส์ ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง เพื่อให้คนไทยละทิ้งมายาคติในการฝึกหรือใช้ทักษะภาษาอังกฤษ เพราะจุดมุ่งหมายหลักของภาษา คือเพื่อใช้ “สื่อสาร” ให้ข้อมูล ความรู้สึก และความคิดเห็นของตัวเองต่อฝ่ายตรงข้าม

เขาเล่าว่า จากประสบการณ์ที่พบมา คนไทยจำนวนหนึ่งมักยก “ข้ออ้าง” มากมาย เพื่อใช้เป็นสาเหตุที่ตัวเองไม่เก่งภาษาอังกฤษ เช่น “ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นมาก่อน” “มาฝึกตอนอายุมากแล้ว” “ไม่เก่งไวยากรณ์” ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “หยุด” อ้างเหตุเหล่านี้เป็นข้อจำกัด จนทำให้ตัวเองไม่เก่งและไม่กล้าใช้ภาษาอังกฤษต่อไป

หากใครคิดว่าภาษาอังกฤษยาก เขาว่าการเรียนภาษาไทยเป็นภาษาที่ 2 ยากกว่าด้วยซ้ำ เพราะการเรียนภาษาไทยมีปัญหาหลัก 3 เรื่อง 1.ไวยากรณ์ยาก ภาษาอังกฤษมีพยัญชนะ 26 ตัว แต่ภาษาไทยมี 44 ตัว ต่อมาคือเรื่องสระ ภาษาอังกฤษมีแค่ 5 ตัว คือ A E I O U และตัวที่ไม่ใช่สระแต่ออกเสียงคล้ายสระได้อีก 1 ตัว คือ Y ขณะที่ภาษาไทยมีมากถึง 32 ตัว

2.สิ่งที่อยู่ในตำราไม่เหมือนในชีวิตจริง เช่น เวลาทักทายอีกฝ่าย ตำราบอกว่าอีกฝ่ายจะตอบว่า “สวัสดีครับ สบายดีหรือ” แต่ในชีวิตจริงคนไทยก็ไม่ได้ตอบแบบนั้น และ 3.ปฏิกิริยาคนไทยเวลาพูดผิด เวลาใครออกเสียงไม่ชัด คนไทยมักจะหัวเราะ “ก๊าก” กันอย่างชัดเจน ครั้งหนึ่งเขาเคยสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก เป็นก๋วยเตี๋ยว “เส้นเหล็ก” แม่ค้าจึงหัวเราะแล้วหันไปเล่าต่อรู้กันทั่วตลาด

หากต้องการเก่งพูดภาษาอังกฤษ เขาแนะนำกฎเบื้องต้น 3 ข้อที่จะช่วยคลายทุกอุปสรรคได้ 1.ลืมกฎ คนไทยจำนวนมากที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะยึดติดกับกฎหรือไวยากรณ์ เมื่อไหร่ที่พบปัญหากับการพูด ให้หยุดเน้นไวยากรณ์ แต่อาศัยการฟัง แล้วสนใจแต่การพูดเพียงอย่างเดียวไปเลย เมื่อเริ่มมีความมั่นใจค่อยกลับไปให้ความสำคัญกับไวยากรณ์อีกครั้ง

“ไม่ต้องห่วงไวยากรณ์มาก พวกข้อสอบภาษาอังกฤษยากๆ ที่คนไทยสอบกันเจ้าของภาษาบางคนยังสอบไม่ได้เลย”

2.หยุดกลัวพูดผิด เรื่องดังกล่าวถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของการฝึก ต้องกล้าที่จะอ้าปากพูด หากวางประธาน กริยา กรรม ได้ถูกต้อง แม้จะผันกริยาผิด วางส่วนประกอบอื่นๆ ของประโยคไม่ถูกต้อง เชื่อว่า 9 ใน 10 สถานการณ์ คนต่างชาติจะฟังเข้าใจ หรือต่อให้ไม่เข้าใจ เขาก็พร้อมจะถามทันทีว่า “Sorry, What did you say?”

และ 3.อย่าแปลภาษาในหัวกลับไปกลับมา จากประสบการณ์ส่วนตัว พบว่า การแปลภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งในหัว จะทำให้ไม่สามารถสื่อสารออกไปได้ทันที เพราะมัวเสียเวลาคิดว่าแต่ละคำแปลว่าอะไร ต้องพยายามสื่อสารตอบโต้กลับไปเลยอย่างคุ้นเคย จะทำให้สื่อสารได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ มีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำ คือสร้างความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เช่น การ “ดูหนัง” คนไทยจำนวนหนึ่งไม่ได้ไปดูหนัง แต่ไป “อ่านหนัง” คือไม่ได้สนใจเสียง Soundtrack ภาษาอังกฤษ มุ่งจ้องแต่คำบรรยายภาษาไทย อยากให้คนไทยดูหนังโดยไม่ต้องอ่านคำบรรยาย รับรองว่าเรื่องแรกจะงงสุดขีด (หัวเราะ) แต่เรื่องต่อๆ ไป จะเริ่มเข้าใจอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันต้องเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไทยควบคู่กันไปด้วย เช่น Bangkok Post เพราะข่าวภาษาอังกฤษในประเทศคือเรื่องที่คุ้นเคยอยู่แล้ว เวลาอ่านก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก หากนำภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันได้ วันละไม่ต่ำกว่า 15-20 นาที เชื่อว่าจะต้องเก่งภาษาอังกฤษขึ้นอย่างแน่นอน

“ยิ่งทำงานในภาคบริการ เช่น โรงแรม สปา ควรยิ่งดีใจ เพราะถือว่ามีลูกค้าใกล้ตัวเป็นครูด้วย”

เขาย้ำว่า หลักการเรียนของเขาคือ อยากให้ทุกคน “จมน้ำภาษาอังกฤษ” ต้องคลุกคลีกับภาษาอังกฤษอยู่จริงๆ อาจจะจมบ้าง สำลักบ้างในช่วงแรก แต่สุดท้ายก็จะว่ายน้ำได้ในที่สุด

สำหรับเวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ครูภาษาอังกฤษชาวออสเตรเลีย มั่นใจว่า ยังเป็นเวลาเหลือเฟือสำหรับทุกคนที่ต้องการฝึกเพื่อให้สื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้านได้ หากลบมายาคติทั้งหมดออกไปจากใจของตัวเองได้และมีความขยันในการฝึกฝน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี