
การคิดเชิงบวก
คุณบุญเกียรติ CEO แห่งบริษัท ICC เป็นนักบริหารครบเครื่องที่นำบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้เขียนถามว่า เขามีวิธีคิดในการแก้ปัญหาที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างไร เขาตอบด้วยบุคลิกของคนที่มีอารมณ์ดีว่า
คุณบุญเกียรติ CEO แห่งบริษัท ICC เป็นนักบริหารครบเครื่องที่นำบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้เขียนถามว่า เขามีวิธีคิดในการแก้ปัญหาที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างไร เขาตอบด้วยบุคลิกของคนที่มีอารมณ์ดีว่า
“ผมเป็นคนที่คิดอะไรเชิงบวก...ปัญหาในการทำงานนั้นเป็นธรรมชาติขององค์กร แต่ทุกปัญหาที่ปรากฏขึ้น ผมไม่เคยกลัว ไม่เคยย่อท้อกับมัน”
ผมเติบโตมาจากบ้านที่เลี้ยงลูกอย่างมีวินัย พ่อแม่ผมไม่เคยตามใจ
“การคิดเชิงบวก” ทำให้ผมเป็นคนคิดอย่างมีระบบ ส่งผลไปถึงการมองการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และหาที่มาของปัญหาให้ได้ การเข้าไปแก้ได้ตรงจุด ไม่สิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และทำให้ผมตระหนักว่า การคิดแก้ปัญหาอาจจะไม่จบในการคิดหรือแก้ในครั้งเดียว
“การคิดเชิงบวก” ทำให้บางครั้งผมก็ตั้งสมมติฐานใหม่เพื่อจัดการในการทำงาน เพราะในการแก้ปัญหาบางครั้งวิธีการแก้ไขซึ่งเราคิดว่า “ใช่” ในครั้งแรกแต่กลับเป็น “ไม่ใช่” “การคิดเชิงบวก” จะทำให้หาทางออกที่เหมาะสมกับรูปแบบของแต่ละปัญหา นำเรากลับมาคิดใหม่ในการแก้ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล และทำให้เราไม่ถลำไปกับการทำงานที่ผิดไป
“การคิดเชิงบวก” ทำให้ตัวเองไม่น้อยเนื้อต่ำใจ ไม่คิดว่าเสียหน้า หรือกลัวใครว่าโง่ (ข้อนี้ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งและยอมรับว่าสำคัญมากค่ะ)
เมื่อตอนผมเริ่มเข้ามาทำงาน เข้ามาดูแลบริษัทใหม่ๆ พบกับปัญหาจากลูกค้าบางรายแจ้งกับบริษัทว่าส่งของไปให้ไม่ครบจำนวน ผมก็คิดวิธีการแก้ไปเป็นเรื่องใหญ่โต ผมมองกลับไปถึงการแก้นั้นแล้วรู้สึกมันเชยมาก แต่ “การคิดเชิงบวก” ทำให้ผมรู้สึกว่าผมได้บทเรียนที่ดีมากไปใช้ในการพัฒนาวิธีคิดในการแก้ปัญหาและการทำงานอื่นในครั้งต่อๆ ไป
ขอยกตัวอย่างหนึ่งให้ฟัง... ลูกค้าบางรายแจ้งกลับมาทางบริษัทว่าส่งสินค้าไปให้ไม่ครบจำนวน แรกเริ่มทีเดียวผมก็มุ่งไปถึงการแก้ไขวิธีการบรรจุสินค้าโดยกำหนดให้มีคนเข้าไปเพิ่มในการตรวจนับสินค้าในการบรรจุเข้าหีบห่อ ให้คนบรรจุทุกคนและคนตรวจสอบเซ็นชื่อหลังปิดหีบห่อไว้ที่หีบห่อหลังปิดเทป ซึ่งเท่ากับเป็นการไปเพิ่มขั้นตอนและกระบวนการทั้งการทำงานและการ Audit ซึ่งมีอยู่แล้วให้เพิ่มมากเข้าไปอีก
วิธีการเช่นนี้ ขณะนั้นผมคิดว่า “ถูก” และ “ใช่” แต่ทำให้เพิ่มความยุ่งยากในทำงานให้เกิดขึ้นมากมาย แต่เมื่อผมใช้เวลาคิดในช่วงหนึ่งโดยอยู่ในพื้นฐานการใช้ “การคิดเชิงบวก” ผมคิดว่าต้องมีวิธีการแก้ปัญหานี้ที่ดีและง่ายกว่านี้
“การคิดเชิงบวก” ทำให้ผมคิดออกทันทีว่ามันเป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้ง่ายนิดเดียว โดยการใช้งานทางสถิติมาทำงานมันก็จบ เพราะเมื่อมองทางสถิติจากรายงานเรื่องลูกค้าที่ได้รับของไม่ครบจำนวนแล้ว ก็พบว่ามีอยู่เพียงบางรายเท่านั้น และพบว่ามักเกิดขึ้นกับรายเดิมซ้ำอยู่เรื่อยๆ
จนผมร้อง “อ๋อ” และก็มองภาพออกและเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น...
แล้วเราก็เข้าไปแก้ปัญหากับลูกค้าเฉพาะรายได้ตรงตัว ไม่ต้องไปทำให้ระบบการทำงานของคนอีกหลายคนต้องปั่นป่วนกันไปหมด
“การคิดเชิงบวก” ทำให้ผมดึงการทำงานที่พาเราหลงทางไปกลับมาในเส้นทางที่ถูกต้องของมัน อย่างเช่นในปัญหาที่เล่ามานี้ ทำให้เกิดการมองหาวิธีการแก้ปัญหาใหม่อย่างเป็นเหตุเป็นผล ถ้าเราเต้นไปตามรายงานจากลูกค้าโดยไม่มองหน้ามองหลัง เราคงเพ่งเล็งไปที่พนักงานทุจริตชนิดที่แทบไม่มองโลกอีกด้านไปเลย
บทเรียนพวกนี้ทำให้ผมยังหัวเราะตัวเองถึงเคยคิดแก้ปัญหาที่มันเชยแหลก แต่แล้ว “การคิดเชิงบวก” ทำให้ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมีค่าต่อความคิดในการทำงานครั้งต่อๆ ไปอย่างมาก และทำให้ไม่ดันทุรังทำอะไรออกไปไกลจนกู่ไม่กลับ
“การคิดเชิงบวก” เริ่มจากการตั้งสติให้มั่นคงในการทำงาน แล้วเลือกทางแก้ที่ดีที่สุด นุ่มนวลที่สุด เสียเวลาน้อยที่สุด ยุ่งยากน้อยที่สุด ฯลฯ
“การคิดเชิงบวก” ทำให้เราไม่ตีโพยตีพาย ไม่ไปโทษใครต่อใครให้เปรอะไปหมด หากจะโทษคนที่ผิดก็ต้องแน่ใจว่าคนนั้นผิดจริง อย่าไปโทษคนที่ทำให้คนที่ไม่ผิดต้องเสียอกเสียใจไปด้วย
“การคิดเชิงบวก” ทำให้นักบริหารตระหนักว่า... ปัญหาเป็นธรรมชาติที่มาคู่กับการทำงาน การแก้ปัญหาจบไปได้ทุกครั้งจะช่วยให้การมองปัญหาครั้งต่อไปของเราจะฉลาดขึ้นและผิดพลาดยากขึ้น...







