
ทุจริตคืนภาษีปลอมของร้อนที่ทำสรรพากรหนาว
เรื่องร้อนการคืนภาษีมูลค่าส่งออกปลอมสร้างความเสียหายให้กับรัฐเป็นมูลค่าเบื้องต้นกว่า 4,000 ล้านบาท เริ่มต้นเดือน เม.ย. 2556 เมื่อมีคนร้องเรียนมาที่กระทรวงการคลัง ว่ามีบุคคลและนิติบุคคลได้ร่วมกันขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มส่งออกเป็นเท็จ
เรื่องร้อนการคืนภาษีมูลค่าส่งออกปลอมสร้างความเสียหายให้กับรัฐเป็นมูลค่าเบื้องต้นกว่า 4,000 ล้านบาท เริ่มต้นเดือน เม.ย. 2556 เมื่อมีคนร้องเรียนมาที่กระทรวงการคลัง ว่ามีบุคคลและนิติบุคคลได้ร่วมกันขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มส่งออกเป็นเท็จ
กระทรวงการคลังได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีมูลความจริง จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อเอาผิดทางอาญากับผู้เกี่ยวข้องทั้งเอกชนและข้าราชการ หากเข้าไปมีส่วนร่วมในการทุจริตในเดือน มิ.ย. 2556 ที่ผ่านมา
พร้อมกันนั้น กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยให้ ประสิทธิ์ สืบชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการ โดยให้เวลาในการตรวจสอบ 2 เดือน
ล่าสุด เมื่อคณะกรรมการได้เปิดผลสอบเบื้องต้น ระบุว่าคณะกรรมการได้ถูกตั้งขึ้นได้สอบตามข้อร้องเรียนว่ามีบุคคลและนิติบุคคลได้ร่วมกันกระทำการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ โดยมีการพาดพิงถึงผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีการกระทำในหลายพื้นที่
กรรมการตรวจสอบได้มีการสืบสวน และมีหนังสือถึงกรมสรรพากรเพื่อขอสำนวนและเอกสารที่เกี่ยวข้องในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 5 ครั้ง จำนวน 65 บริษัท
เริ่มตั้งแต่ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 5 ก.ค. 2555 ขอสำนวนเอกสารจำนวน 22 บริษัท กรมสรรพากรส่งให้เพียง 20 บริษัท เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2556
ครั้งที่ 2 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2556 เร่งรัดการส่งเอกสารพร้อมขอสำนวนเพิ่มเติมอีก 43 บริษัท กรมสรรพากรไม่ส่งเอกสาร
ครั้งที่ 3 ลงวันที่ 17 ก.ค. 2556 ลงวันที่ 17 ก.ค. 2556 เร่งรัดการส่งสำนวนเอกสาร กรมสรรพากรไม่ส่งเอกสาร
ครั้งที่ 4 (ลงนามโดยปลัดกระทรวงการคลัง อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม) ลงวันที่ 31 ก.ค. 2556 เร่งรัดการส่งสำนวนเอกสาร กรมสรรพากรแจ้งในวันที่ 5 ก.ค. 2556 ว่าไม่สามารถให้ได้ เนื่องจากอาจจะขัดกับมาตรา 10 ของประมวลรัษฎากร เรื่องการเปิดเผยข้อมูลผู้เสียภาษี โดยกรมอยู่ระหว่างเสนอเรื่องให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของกรมพิจารณา เมื่อได้ผลประการใดจะรีบดำเนินการแจ้งหรือจัดส่งเอกสารให้โดยด่วน
ครั้งที่ 5 ลงวันที่ 8 ส.ค. 2556 เร่งรัดส่งสำนวนเอกสาร กรมสรรพากรไม่ส่งเอกสาร
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการได้ตรวจสอบเอกสารเท่าที่กรมสรรพากรส่งมา ประกอบกับได้มีการประชุมร่วมกับดีเอสไอ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง
จากข้อมูลพบว่ากระบวนการทุจริตการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยทุจริต ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ พบว่า
1.มีการเร่งรัดการคืนภาษีเร็วผิดปกติ
2.การสอบยันใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง และมีการนำผลสอบยันที่ไม่ถูกต้องไปใช้ประกอบการพิจารณาคืนภาษี และผู้ขอรับคืนภาษีขอรับเงินคืนภาษีโดยไม่รอผลการตรวจ
3.กลุ่มบริษัทผู้ขายสินค้ามีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ขอคืนภาษี น่าเชื่อว่ามีการออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
4.กลุ่มผู้ขอคืนภาษีมีการสร้างเอกสารอันเป็นเท็จ
5.ราคาสินค้าสูงกว่าราคาตลาด
6.เจ้าหน้าที่ประเมินความน่าเชื่อถือไม่สอดคล้องกับสำนวนพิจารณาอนุมัติการคืนเงินภาษีรวดเร็ว
7.ผู้รับเช็คคืนเงินภาษีเป็นบุคคลเดียวกัน
จากผลดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายในช่วงเวลา 11 เดือน ระหว่างเดือน พ.ค. 2555มี.ค. 2556 ในพื้นที่สรรพากรสมุทรปราการ เป็นจำนวนเงิน 1,135 ล้านบาท และพื้นที่กรุงเทพฯ เขตบางรัก จำนวน 3,306 ล้านบาท โดยระหว่างการร้องเรียนได้มีการสั่งระงับจ่ายเงินจำนวน 441 ล้านบาท
คณะกรรมการ ระบุว่า การดำเนินการทุจริตดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรเข้าไปเกี่ยวข้อง 18 คน
จากผลการสอบของคณะกรรมการ ส่งผลให้อารีพงศ์ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการที่อยู่ในระดับอำนวยการสูงและระดับเชี่ยวชาญ ซึ่งอยู่ในอำนาจของปลัดกระทรวงการคลัง จำนวน 4 คน
นอกจากนี้ ได้ทำหนังสือถึงกรมสรรพากรให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยข้าราชการที่เหลืออีก 14 คนด้วย
อารีพงศ์ กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยครั้งนี้ หากมีข้าราชการอื่นนอกเหนือจากที่คณะกรรมการได้เสนอมาเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว กระทรวงการคลังก็จะได้พิจารณาดำเนินการทางวินัยโดยเฉียบขาดต่อไป
อารีพงศ์ ยังได้ลงนามขยายเวลาการทำงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ที่มีประสิทธิ์เป็นประธานเพื่อสอบขยายผลบริษัทอีก 45 แห่งที่เหลือว่ามีการทุจริตสร้างความเสียหายให้กับรัฐเท่าไร และมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ หากพบว่ามีก็จะดำเนินการตรวจสอบวินัยร้ายแรงเพิ่มเติม
วิบากกรรมการทุจริตภาษีครั้งประวัติศาสตร์ของกรมสรรพากรเพิ่งเริ่มต้น การดำเนินช่วงต่อไปคาดเดาไม่ยากว่าต้องมีเจ้าหน้าที่และผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรต้องเจอมรสุมลูกใหญ่อีกหลายคน







