
บาทอ่อนสุดรอบ 3 ปี
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุนธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหว 31.80-32.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าสัปดาห์นี้เงินบาทยังเผชิญกับแรงกดดันอีก หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติมีพลังมหาศาลสามารถโจมตีค่าเงินได้มากเพียงใด
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุนธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหว 31.80-32.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าสัปดาห์นี้เงินบาทยังเผชิญกับแรงกดดันอีก หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติมีพลังมหาศาลสามารถโจมตีค่าเงินได้มากเพียงใด
สัปดาห์นี้จะมีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อย่างตัวเลขการส่งออก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การรายงานภาวะเศรษฐกิจ ประจำเดือน ก.ค. จากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะบ่งชี้ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง 2556 และหากเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณที่กระเตื้องขึ้นนักก็อาจเป็นการจุดประกายให้เห็นแรงเทขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติได้เพิ่มเติม ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าเฟดจะมีการปรับลดมาตรการ QE หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจจากสหรัฐที่ตลาดควรจับตามองอีกด้วย อาทิ ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ปี 2556 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีราคาบ้านจาก S&P/Case Shiller และคำสั่งซื้อสินค้าคงทน
สัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียที่เห็นแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติตลอดสัปดาห์ โดยเฉพาะอินเดียและอินโดนีเซียที่เผชิญกับพายุลูกใหญ่จนทำให้ค่าเงินรูปีปรับอ่อนค่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่ามากสุดในรอบ 4 ปี
สาเหตุที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ เป็นเพราะปัจจัยพื้นฐานที่ดูไม่ค่อยจะดี โดยเฉพาะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าทั้งสองประเทศมีการพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก ขณะที่อินเดียมีความเสี่ยงการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลด้วยเช่นกัน ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความหวั่นใจในการลงทุนในสองประเทศนี้เป็นพิเศษ และความไม่แน่นอนว่าเฟดจะทยอยลดการอัดฉีดสภาพคล่องเมื่อใด
ในขณะเดียวกันไทยและมาเลเซียก็ได้รับแรงกดดันต่อค่าเงินเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Contagion Effect หรือผลกระทบเชิงลบแบบโดมิโน ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองสินทรัพย์เอเชียโดยรวมดูแล้วไม่น่าลงทุน ทั้งค่าเงินบาทและริงกิตต่างปรับอ่อนค่าลงไปอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 3 ปี
สำหรับไทยความอ่อนแอของเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยลบอีกประการหนึ่ง การประกาศตัวเลขจีดีพีสำหรับไตรมาส 2 ปี 2556 ทำให้มุมต่อเศรษฐกิจไทยดูมีแนวโน้มที่แย่ลง เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค หลังจากเศรษฐกิจหดตัวลงเป็นเวลา 2 ไตรมาสติดต่อกัน และขยายตัวเพียง 2.8% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังปรับลดแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจลงปี 2556 จาก 4.2-5.2% มาอยู่ที่ 3.8-4.3% นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยมีมติ 6 : 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50%
จากความอ่อนแอลงของเศรษฐกิจไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 1.8 หมื่นล้านบาท ขายพันธบัตรไทยสุทธิไป 2.1 หมื่นล้านบาท จนทำให้ต้นทุนการกู้ยืมผ่านพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ทะยานขึ้นไป 0.22% มาอยู่ที่ 4.21% ในปลายสัปดาห์
ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ระดับ 31.30 และปรับอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับค่าเงินในภูมิภาค จนทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 32.15 ซึ่งอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 3 ปี ตามความเชื่อมั่นปรับลดลงต่อเศรษฐกิจเอเชีย โดยวันศุกร์ค่าเงินอยู่ที่ 31.88 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.3326 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินยูโรปรับอ่อนค่าลงเล็กน้อยหลังจากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ชี้ให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายเห็นด้วยกับการปรับลดมาตรการ QE ทำให้เงินยูโรยืนอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าและเหนือระดับ 1.33 ได้ ณ วันศุกร์ อยู่ที่ 1.3352 ยูโรต่อเหรียญสหรัฐ
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ 97.51 และอ่อนค่าลงและเคลื่อนไหวตามปัจจัยภายนอกเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้เงินเยนอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า ณ วันศุกร์ อยู่ที่ 98.99 เยนต่อเหรียญสหรัฐ







