
เศรษฐกิจไทยถดถอย
ข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์นี้ คงต้องยกให้เรื่องที่เศรษฐกิจไทยถือว่าเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์นี้ คงต้องยกให้เรื่องที่เศรษฐกิจไทยถือว่าเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2556 เหลือ 3.84.3% ลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.25.2% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวล่าช้ากว่าคาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออก ประกอบกับการลดลงของแรงส่งจากมาตรการภาครัฐ แผนลงทุนภาครัฐล่าช้ากว่าคาด รวมถึงความขัดแย้งและเสถียรภาพการเมืองในประเทศ และได้ปรับลดเป้าส่งออกปีนี้เหลือ 5% จากเดิมที่ 7.6%
ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการใช้จ่ายครัวเรือนชะลอตัว การลงทุนชะลอตัว และภาคอุตสาหกรรมหดตัว หากเทียบกับไตรมาส 1 ถือว่าเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 หดตัว แต่ช้าลง
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ย้ำว่า เศรษฐกิจไทยถือว่าเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) แล้ว เพราะติดลบต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส ซึ่ง สศค. เคยส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะแผ่วตัว เพราะมีสัญญาณบ่งชี้หลายตัว ทั้งเรื่องการบริโภคและการส่งออก
สศค.จะติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล 4 มาตรการ มาคำนวณเป้าหมายตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะประกาศปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ในเดือน ก.ย.นี้ จากที่ประมาณการเดิมอยู่ที่ 45%
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาโต้ว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และมีแนวโน้มเติบโตได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ พร้อมชี้ว่าการขยายตัวติดลบก็เป็นแค่เรื่องทางเทคนิค เพราะฐานจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วสูงมาก ทำให้ไตรมาสแรกจีดีพีติดลบ และแม้จีดีพีไตรมาส 2 ปีนี้จะติดลบต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ก็ถือเป็นการติดลบทางด้านเทคนิคที่เกิดจากฐานที่เปรียบเทียบสูง
บาทอ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 ปี
ผลจากเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรง ประกอบกับต่างชาติมีการเทขายหุ้น ตราสารหนี้อย่างหนัก ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 ปี ถือเป็นการอ่อนค่าลงมาราว 6070 สตางค์ภายในระยะเวลา 45 วัน และพบว่าเริ่มมีการทยอยขายเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้ส่งออกเพื่อทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าดังกล่าวสอดรับกับเงินเอเชียสกุลอื่นๆ ที่นำการร่วงลงโดยเงินรูเปียห์อินโดนีเซียและรูปีอินเดีย ซึ่งเป็นผลจากนักลงทุนต่างชาติคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเริ่มลดขนาดมาตรการซื้อคืนพันธบัตรหรือคิวอีลงจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเร็ววันนี้
ด้านที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 21 ส.ค. มีมติ 6 ต่อ 1 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% เนื่องจากเป็นห่วงความเสี่ยงด้านการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ และในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน และความไม่แน่นอนของภาวะการเงินโลกที่ส่งผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย อัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย
คลังสอบสรรพากรโกงภาษี 4,361 ล้านบาท
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าผลการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับกรณีกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลได้มีการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อันเป็นเท็จ พบว่ามีเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสิ้น 18 คน แบ่งเป็นข้าราชการระดับสูงและระดับเชี่ยวชาญ หรือซี 9 จำนวน 4 คน และข้าราชการระดับผู้ปฏิบัติงาน 14 คน เบื้องต้นพบความเสียหาย 4,361 ล้านบาท จากการเข้าตรวจเอกสารของ 20 บริษัท จากที่ขอไปทั้งหมด 65 บริษัท
ถือว่าขัดแย้งกับข้อมูลของนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ที่กล่าวว่า ในส่วนของกรมพบเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง 10 คน สรุปความเสียหายเพียง 2,878 ล้านบาท
และเบื้องต้นกรมสรรพากรจะยังไม่สอบวินัยกับเจ้าหน้าที่ เพราะต้องการรอผลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก่อน







