
รัฐไม่ถอยขึ้นค่าไฟ-ก๊าซ
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์เศรษฐกิจภาครัฐมีหลายเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการที่รัฐบาลเดินหน้าปรับขึ้นค่าไฟและก๊าซหุงต้ม
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์เศรษฐกิจภาครัฐมีหลายเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการที่รัฐบาลเดินหน้าปรับขึ้นค่าไฟและก๊าซหุงต้ม ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและเงินในกระเป๋าประชาชน
แม้ว่ากลุ่มเครือข่ายประชาชนเจ้าของพลังงานไทย จะมีการชุมนุมกันที่หน้าบริษัท ปตท. สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อคัดค้านการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจีภาคครัวเรือน ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ แต่นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ก็ยืนยันที่จะไม่ทบทวนการปรับขึ้นราคาตามข้อเรียกร้อง โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาได้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาแอลพีจีมากกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งไม่เป็นธรรม และมีการใช้แอลพีจีผิดประเภท หรือลักลอบจำหน่ายไปประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานก็มีมาตรการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อย 7.6 ล้านครัวเรือน
ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ราคาแอลพีจีภาคปิโตรเคมีไม่ได้ถูกกว่าราคาภาคครัวเรือน เพราะต้องเสียภาษีและส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรกูเลเตอร์ ได้เห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) รอบเดือน ก.ย.ธ.ค. เพิ่มอีก 7.08 สตางค์ต่อหน่วย จากปัจจัยเงินบาทที่อ่อนค่า และสถานการณ์รุนแรงในอียิปต์ โดยต้นทุนจริงนั้นจะต้องปรับเพิ่มขึ้น 14 สตางค์ต่อหน่วย แต่ได้ขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยรับภาระส่วนหนึ่ง
สหรัฐตีกลับข้าวปนเปื้อน
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า สหรัฐได้ตีกลับข้าวไทย 3.2 หมื่น กก. จากที่ส่งออกทั้งหมด 4 หมื่น กก. เพราะพบสารปนเปื้อน และห่วงว่าจะมีการนำข้าวดังกล่าวมาวนขายให้กับประชาชน โดย นพ.วรงค์ ได้นำหลักฐานมาแสดง ทั้งเอกสารใบขนส่งสินค้าขาเข้า แบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งตัวอย่างข้าวถุงที่ถูกตีกลับ พร้อมระบุว่า ข้าวล็อตดังกล่าวเป็นของบริษัทเอกชนที่ขายให้เอกชนสหรัฐ ไม่ใช่การขายแบบรัฐต่อรัฐ
ขณะที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้ส่งออกรายใดจงใจส่งออกข้าวที่มีสารปนเปื้อนหรือไม่ หากจงใจอาจต้องสั่งเพิกถอนใบอนุญาตส่งออก
สำหรับแนวทางรับจำนำข้าวฤดูกาลใหม่ 2556/2557 นายนิวัฒน์ธำรงได้หารือกับตัวแทนเกษตรกร 4 สมาคม ประกอบด้วย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมชาวนาข้าวไทย โดยเบื้องต้นมี 2 แนวทาง คือ รับจำนำข้าวเปลือกเจ้าในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท จำกัดสิทธิเพียง 1 รอบ และรับจำนำไม่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือน และรับจำนำในราคาตันละ 1.3 หมื่นบาท จำกัดสิทธิรับจำนำ 2 รอบ และให้เกษตรกรจำนำได้ไม่เกิน 3 แสนบาทต่อครัวเรือน ซึ่งให้ทั้งสี่สมาคมหาข้อสรุปเพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ในวันที่ 26 ส.ค.
หวั่นทัวร์จีนวูบหนัก
นายเกษียร วัฒนเชาวน์พิสุทธิ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทยจีน เปิดเผยว่า แนวโน้มการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยในช่วงวันชาติจีน ที่หยุดยาวระหว่างวันที่ 110 ต.ค.นี้ จะลดลง 40% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรัฐบาลจีนออกกฎหมายควบคุมทัวร์ราคาไม่สมเหตุสมผล ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ทำให้คนจีนชะลอการท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศ โดยอาจส่งผลต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน (ต.ค.ธ.ค.)
ทั้งนี้ ประเมินว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายคนจีนจะเดินทางมาไทยลดลงราว 45 แสนคน สูญเสียรายได้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท พร้อมกับหนุนให้ไทยประกาศฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวก
ด้านนายสรรเสริญ เงารังษี รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือร่วมกันถึงการเปิดฟรีวีซ่าให้จีน ซึ่งทุกฝ่ายเห็นชอบด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่ฝ่ายความมั่นคงจะพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 3 ก.ย.นี้
ผุดโมโนเรลสายสีเหลืองน้ำตาล
นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าวสำโรง จะเป็นรถไฟฟ้าโมโนเรล ระยะทาง 30.4 กม. และมีกรอบวงเงินงบประมาณในการก่อสร้าง 4.8 หมื่นล้านบาท โดยน่าจะเปิดประกวดราคาหาผู้รับเหมาได้ภายในกลางปี 2557 และเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2560 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในกลางปี 2561 หรือต้นปี 2562
น.ส.รัชนี ตรีพิพัฒน์กุล ประธานกรรมการ รฟม. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ รฟม. ได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการให้ศึกษาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีน้ำตาล ช่วงแครายลำสาลี ระยะทาง 21.9 กม. วงเงินกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดทางด้านเหนือของกรุงเทพฯ และเป็นเส้นทางเชื่อมต่อโครงการรถไฟฟ้า 6 เส้นทาง คาดว่าจะสรุปรายละเอียดเสนอกระทรวงคมนาคมได้ภายในเดือน ก.ย.นี้
ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลเป็นแนวรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่นอกเหนือจากแผนแม่บท เพราะเส้นทางดังกล่าวยังไม่มีระบบขนส่งมวลชนรองรับการเดินทางของประชาชน คาดว่าจะออกแบบก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2559 เปิดประกวดราคาในปี 2560 และน่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เปิดให้บริการได้ในปี 2564







