
สรรพากรล้อมคอกทุจริตคืนภาษี
อธิบดีกรมสรรพากร สั่งเร่งรื้อระเบียบการคืนภาษี ยอมรับมีช่องโหว่เพียบ แฉมีธงเล่นงานกรมสรรพากรเพราะปล่อยวางกรมศุลฯ
อธิบดีกรมสรรพากร สั่งเร่งรื้อระเบียบการคืนภาษี ยอมรับมีช่องโหว่เพียบ แฉมีธงเล่นงานกรมสรรพากรเพราะปล่อยวางกรมศุลฯ
นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ยอมรับว่า ระเบียบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ของกรมสรรพากรยังมีช่องโหว่ จึงทำให้มีผู้หาช่องทางเพื่อหาประโยชน์ด้วยการใช้ความรู้ทำการทุจริต เช่น ตั้งบริษัทขึ้นมาเพียง 1 ปี ยอมทำตามกฎเกณฑ์ในช่วงแรก จากนั้นจะเริ่มทุจริตการคืนภาษีในช่วงหลัง และปิดบริษัทหนีหายไป แม้จะมีการแก้ไขมาตลอด ดังนั้น จึงสั่งการให้ทุกฝ่ายนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทุกด้านมาสังคายนาครั้งใหญ่ร่วมกัน เพื่อแก้ไขระเบียบในปัจจุบันหวังอุดช่องโหว่ให้มากที่สุด
อธิบดีกรมสรรพากร ยอมรับว่า การใช้ดุลพินิจยังคงมีความสำคัญในการพิจารณา เพราะเป็นแนวทางที่ใช้กับกฎหมายทุกฉบับ โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจด้วยธรรมาภิบาล ขณะที่การแก้ไขระดับกรมไม่ต้องเสนอกระทรวงพิจารณา เรื่องดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ คาดว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ในระยะสั้น จึงต้องเร่งดำเนินการ เพราะปัญหาทุจริตคืนภาษีเกิดขึ้นมานานหลายปี อีกด้านหนึ่งต้องอำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชน เพื่อความรวดเร็วในการซื้อขาย ดังนั้น หากตรวจสอบครบทุกขั้นตอน โดยกลุ่มมิจฉาชีพทำตามทุกขั้นตอน ก็ต้องคืนภาษีให้ แต่หากระเบียบรัดกุมมากจะไม่มีใครกล้าทำงาน เพราะกลัวความผิด จึงต้องแบ่งความเสี่ยงของประเภทธุรกิจ โดยต้องไม่กระทบต่อภาคเอกชนคนดีในการทำธุรกิจ
นายสาธิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้ลงนามส่งหนังสือไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) วันนี้ (23 ส.ค.) เพื่อให้ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้ทำงานร่วมกันในการตรวจสอบการทุตริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมูลค่าหลายพันล้านบาท ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากมีอำนาจแต่ละหน่วยงาน โดยกรมสรรพากรจะตรวจเอกสารข้อมูลภาษี ส่วน ปปง.มีอำนาจในการตรวจเส้นทางการเงิน การอายัด การระงับความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว การเชิญบุคคลภายนอกมาให้ข้อมูล หากร่วมมือกันได้จะทำให้การป้องกันและปราบปรามการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับกรณีที่ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กรมสรรพากรไม่ยอมส่งเอกสาร เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ทำหนังสือมานั้น ตามกฎหมายมาตรา 10 ของกรมสรรพากรมีข้อกำหนดห้ามส่งข้อมูลภาษีไปให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง หากมีความผิดโทษจำคุก โดยที่ผ่านมาได้ส่งเอกสารไปให้ปลัดกระทรวงโดยตลอด จำนวน 20 ราย ซึ่งต้องนำเข้าหารือในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร และหากปลัดกระทรวงส่งต่อไปให้บุคคลอื่นจึงต้องรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม นายสาธิตยอมรับว่า ข้อมูลที่ขอมาจำนวนมากนับเป็นหมื่นหน้า โดยขอข้อมูลการเสียภาษีในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศภายใน 3 วัน จึงไม่สามารถส่งเอกสารให้ได้ทัน ดังนั้น ข้อมูลการเสียภาษีจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ สำหรับการส่งเอกสารเป็นการส่งให้เหมือนกับดีเอสไอ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน อีกทั้งขณะนี้อยู่ระหว่างการตามจับกุมกลุ่มผู้โกงภาษี หากข้อมูลรั่วออกไปภายนอกจะทำให้การติดตามจับกุมลำบากขึ้น
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะจะมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายระดับซี 10 ของกระทรวงการคลัง และมีธงในการเล่นงานกรมสรรพากร เพราะการป้องกันทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเช็คข้อมูลจากกรมศุลกากรด้วย ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือสอบถามกรมศุลกากรไปแล้ว แต่ตอบกลับมาว่าสินค้าที่ส่งออกไปมูลค่า 40,000-50,000 ล้านบาท ทำไมตรวจไม่เจอสินค้าว่าส่งออกจริง เมื่อมีเอกสารตอบกลับมาว่าส่งออกจริง กรมสรรพากรจึงต้องคืนภาษีให้เอกชนที่ขอคืนมา ดังนั้น จึงต้องทำงานร่วมกันทั้งกรมสรรพากรและศุลกากร







