
โรคไร้พรมแดน
ทุกวันนี้เราไม่ได้อยู่ใน “โลกไร้พรมแดน” เท่านั้น แต่ “โรคภัยไข้เจ็บ” ก็ไร้เส้นแบ่งประเทศเช่นกัน ดูเหมือนว่ายิ่งโลกเล็กลงมากขึ้นเท่าไร โรคภัยไข้เจ็บก็เชื่อมถึงกันได้ง่ายขึ้นด้วย
ทุกวันนี้เราไม่ได้อยู่ใน “โลกไร้พรมแดน” เท่านั้น แต่ “โรคภัยไข้เจ็บ” ก็ไร้เส้นแบ่งประเทศเช่นกัน ดูเหมือนว่ายิ่งโลกเล็กลงมากขึ้นเท่าไร โรคภัยไข้เจ็บก็เชื่อมถึงกันได้ง่ายขึ้นด้วย
ตอนนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกกำลังน่าเป็นห่วง ไม่เพียงแต่ในไทยที่จำนวนผู้ป่วยพุ่งทะลุหลักหมื่น แต่ยังรวมถึงหลายประเทศในอาเซียนและเอเชียที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ
สถานการณ์ล่าสุดในไทย นับถึงวันที่ 20 ส.ค. จำนวนผู้ป่วยสะสมในไทยพุ่งแตะ 106,148 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 165.17 ต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน เพิ่มขึ้น 3 เท่า จากช่วงเดียวกันของปี 2555 ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ราว 101 ราย
นอกเหนือจากไทย เพื่อนบ้านบางประเทศกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบจากปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นลาวและสิงคโปร์ ขณะที่ฟิลิปปินส์ก็มีผู้ป่วยจำนวนมาก และมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว 306 ราย ต้องลุ้นว่าจำนวนผู้เสียชีวิตรวมในปีนี้จะน้อยกว่าสถิติ 499 รายในปีที่แล้วหรือไม่
น่าสังเกตว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นมากในอาเซียนกำลังก่อความกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในไทยที่จำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ทะลุ 101 คนไปแล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับสถิติในช่วง 7 เดือนแรกของปีที่แล้ว ที่มีผู้เสียชีวิต 32 ราย รวมถึงลาวที่จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกแล้วอย่างน้อย 76 ราย เป็นเหมือนหนังคนละม้วนเมื่อดูจากสถิติผู้เสียชีวิตในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่แล้วที่มีแค่ 3 ราย
เช่นเดียวกับในสิงคโปร์ที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกครั้งหนักหนาสุดในรอบหลายปี โดยปีนี้มีรายงานข่าวว่ามีชาวสิงคโปร์เสียชีวิตด้วยโรคนี้แล้ว 5 ราย และมีจำนวนผู้ป่วยสะสมมากกว่า 14,363 ราย นับถึง 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ทุบสถิติเมื่อปี 2548 ที่เคยเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงสุด ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยแค่ 14,006 ราย และมีผู้เสียชีวิตในครั้งนั้น 27 ราย
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความผิดปกติบางอย่าง ซึ่งอาจเกิดจากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ฤดูฝนมาถึงก่อนเวลา ทำให้ยุงลายที่เป็นพาหะของโรคนี้ออกอาละวาดเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทำให้ระยะเวลาในการแพร่ระบาดยาวนานขึ้น สถานการณ์จึงรุนแรงขึ้นกว่าปีก่อนๆ รวมไปถึงภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น มีส่วนเอื้อให้ยุงลายแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เชื้อไวรัสไข้เลือดออกยังติดต่อไปถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในภูมิภาคนี้ ทำให้เกิดไข้เลือดออกปะทุขึ้นในประเทศอื่นๆ ด้วย
ในเอเชียมีเขตเศรษฐกิจที่เกิดการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกหลายแห่ง ทั้งในฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เนื่องจากพลเมืองเดินทางมาในอาเซียน ส่วนในจีนก็มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในแถบตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง และอินเดียก็มีรายงานจำนวนผู้ป่วยเกือบ 4,000 คน เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า จากปีก่อนที่มีจำนวนผู้ป่วยเกือบ 1,600 ราย
ขณะที่บางประเทศมีสถานการณ์บรรเทาเบาบางลง อย่างกรณีของเวียดนามและกัมพูชา รวมถึงไต้หวัน
สถาบันชไนเดอร์ อินสติติวท์ ฟอร์ เฮลท์ โพลิซี มหาวิทยาลัยแบรนดีส ประเมินว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องแบกรับภาระต้นทุนจากโรคไข้เลือดออกปีละเกือบ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและไทยที่มีภาระเรื่องนี้มากสุด
ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในแต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกรุนแรงที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราว 5 แสนคนทั่วโลก และราว 2.5% ของจำนวนนี้มักเสียชีวิต







