posttoday
ไร้วี่แวว

ไร้วี่แวว

23 สิงหาคม 2556

สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นที่น่าจับตามอง หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เปิดเผยออกมาโดยหน่วยงานของรัฐดูเหมือนว่าเศรษฐกิจของประเทศจะถดถอยกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ

สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นที่น่าจับตามอง หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เปิดเผยออกมาโดยหน่วยงานของรัฐดูเหมือนว่าเศรษฐกิจของประเทศจะถดถอยกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ขณะที่ตัวเลขของเอสเอ็มอี โดยนายชาวันย์ สวัสดิ์ชูโต รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ SMEs ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.มิ.ย.) มีมูลค่ารวม 905,767.79 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกของปีก่อน โดยตลาดหลักที่เอสเอ็มอีส่งออกไปมากที่สุด คือ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และฮ่องกง

สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก คือ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก ยางและของที่ทำด้วยยาง เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ น้ำตาลและขนมที่ทำจากน้ำตาล

ขณะที่การนำเข้า ส่วนการนำเข้าของ SMEs เดือนมิถุนายน มีมูลค่า 183,110.20 ล้านบาทหดตัวลงจากเดือนพฤษภาคม คิดเป็นร้อยละ 7.19 ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกของปี(มกราคมมิถุนายน) มีมูลค่ารวม 1,243,363.91 ล้านบาท หดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นเดียวกัน คิดเป็น 1.37% โดยมูลค่าการนำเข้าของ SMEs คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32.29 ของมูลค่าการนำเข้ารวมทั้งประเทศ ทั้งนี้ตลาดที่ไทยนำเข้าสินค้ามากที่สุด คือ จีน รองลงมาคือ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ ตามลำดับ

สินค้าที่นำเข้ามากที่สุด คือ อัญมณีและเครื่องประดับ รองลงมาคือเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็กและเหล็กกล้า พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก ตามลำดับ

ด้านการจัดตั้งและยกเลิกกิจการของ SMEs ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.มิ.ย.) มีกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่จำนวนทั้งสิ้น 36,382 ราย ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากครึ่งหลังของปี 2555 คิดเป็นร้อยละ 7 และขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 21% ประเภทกิจการที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริการนันทนาการ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านวิทยุและโทรทัศน์ และขายส่งเครื่องจักร

สำหรับการยกเลิกกิจการ รวมทั้งสิ้น 5,391 ราย ประเภทกิจการที่มีการยกเลิกมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป บริการนันทนาการ อสังหาริมทรัพย์ ตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว และขายส่งสินค้าทางเภสัชกรรม

ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของเอสเอ็มอีในครึ่งปีแรกยังอยู่ในภาวะทรงตัว ขณะที่ สสว.สำรวจความเห็นของผู้ประกอบการแนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้า ตัวเลขออกมาค่อนข้างดี เพราะมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว แต่จากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่คาดว่าจีดีพีจะลดลง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

เพราะความหวังของเอสเอ็มอีที่ว่าครึ่งปีหลังจะดีขึ้น ถึงเวลานี้คงต้องกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมาได้ ความหวังของเอสเอ็มอีคงจะริบหรี่มากยิ่งขึ้น เพราะแม้แต่ความช่วยเหลือที่เรียกร้องกันมาตั้งแต่ต้นปีก็ยังไม่เห็นวี่แวว

เดือนมิถุนายน 2556 พบว่า มีกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ จำนวน 5,753 ราย หดตัวลงจากเดือนที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 6 และขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 18 ประเภทกิจการที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่บริการนันทนาการ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ขายส่งเครื่องจักร และให้คำปรึกษาด้านการจัดการ ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรก (มกราคมมิถุนายน) กิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 36,382 รายขยายตัวเพิ่มขึ้นจากครึ่งหลังของปี 2555 คิดเป็นร้อยละ 7 และขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 21 ประเภทกิจการที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ บริการนันทนาการ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านวิทยุและโทรทัศน์ และขายส่งเครื่องจักร

ส่วนการยกเลิกกิจการในเดือนมิถุนายน 2556 มีจำนวน 1,170 ราย ประเภทกิจการที่มีการยกเลิกมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ บริการนันทนาการ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ขายส่งสินค้าทางเภสัชกรรม และตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรก (มกราคมมิถุนายน) มีการยกเลิกกิจการ รวมทั้งสิ้น 5,391 ราย ประเภทกิจการที่มีการยกเลิกมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป บริการนันทนาการ อสังหาริมทรัพย์ ตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว และขายส่งสินค้าทางเภสัชกรรม

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการช่วยเสริมศักยภาพและบรรเทาผลกระทบที่ผู้ประกอบSMEs ได้รับ ในปี 2556 สสว. ได้เดินหน้าโครงการต่างๆ เช่น โครงการการสนับสนุนดอกเบี้ยแก่ SMEs เพื่อลดผลกระทบจากการปรับค่าจ้างแรงงานในอัตรา300 บาทต่อวัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการSMEsโครงการเสริมสร้างโอกาสการเป็นผู้ประกอบการใหม่ โครงการการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจSMEs

สสว.เผยเอสเอ็มอีตั้งใหม่เพิ่มขึ้น 21 % ปิดกิจการลดลง 6.8 % ชี้เงินบาทแข็งค่าช่วงต้นปีส่งผลให้การส่งออกเอสเอ็มอีติดลบ 9.6 % ห่วงเศรษฐกิจครึ่งหลังดึงธุรกิจชะลอ

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยสว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้รายงานสถานการณ์เอสเอ็มอีในรอบ 5 เดือน แรกของปี 2556 ว่า ในช่วง 5 เดือน แรกของปีนี้มีเอสเอ็มอีจดทะเบียนตั้งกิจการใหม่กับกระทรวงพาณิชย์ 30,629 ราย เพิ่มขึ้น 21.4 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

โดยกิจการบริการนันทนาการเป็นกลุ่มที่ตั้งกิจการใหม่มากที่สุด รองลงมาเป็นกิจการก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ขายส่งเครื่องจักรและขายส่งสินค้าทางเภสัชกรรม

ส่วนการยกเลิกกิจการพบว่ามีทั้งสิ้น 4,221 ราย ลดลง 6.8 % และประเภทกิจการที่ยกเลิกกิจการมากที่สุดคือการก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมาเป็นบริการนันทนาการ อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร ร้านขายอาหารและร้านขายส่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ในส่วนการส่งออกของเอสเอ็มอีในช่วง 5 เดือน มีมูลค่า 747,735 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง 9.6 % และมูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีคิดเป็น 26.9 % ของการส่งออกรวม โดยตลาดส่งออกเอสเอ็มอีที่มีมูลค่าสูงสุด คือจีน รองลงมาเป็นญี่ปุ่น สหรัฐ อินโดนีเซียและมาเลเซีย และสินค้าที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก รองลงมาเป็นอัญมณีและเครื่องประดับ ยางและของที่ทำด้วยยาง เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ น้ำตาลและขนมที่ทำจากน้ำตาล

ทางด้านการนำเข้ามีมูลค่า 1.06 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง 0.5 % โดยเอสเอ็มอีนำเข้าสินค้าจากจีนมากที่สุด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐและเกาหลีใต้ และสินค้าที่เอสเอ็มอีนำเข้ามาที่สุด คือ อัญมณีและเครื่องประดับ รองลงมาเป็นเครื่องจักร คอมพิวเตอร์อุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็กและเหล็กกล้า พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก ทั้งนี้การนำเข้าของเอสเอ็มอีคิดเป็น 32.9 % ของการนำเข้ารวมทั้งหมด

นายชาวันย์ สวัสดิ์ชูโต รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว.กล่าวว่า การที่ช่วงต้นปีเงินบาทแข็งค่ามากส่งผลให้การส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ติดลบ แต่ขณะนี้เงินบาทเริ่มอ่อนค่าทำให้ผู้ส่งออกแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของของเอสเอ็มอีดีขึ้น รวมทั้งจากการที่มีการคาดว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักและมีผลต่อการบริโภคภายในประเทศ

อย่างไรก็ดี ในครึ่งหลังของปีมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาหลายด้านทั้งกำลังซื้อของประชาชนที่มีผลทำให้การบริโภคภายในที่ชะลอตัวลง และปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนทำให้เอสเอ็มอีกังวลภาวะการแข่งขันในตลาดโลก รวมทั้งกังวลเกี่ยวกับต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงและราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง