
ปีหน้าเด็กจบใหม่เตะฝุ่นเพิ่ม
ผลกระทบจากการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ผลกระทบจากการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย จนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ปรับลดจีพีดีลงจาก 4.2-5.2% มาอยู่ที่ 3.8-4.3% ส่อแววว่าจะทำให้ธุรกิจและตลาดแรงงานสะเทือน
สิ่งที่น่ากังวลคือเศรษฐกิจที่ถดถอยน่าจะลุกลามไปสู่ปัญหาการว่างงาน ทั้งเด็กจบการศึกษาใหม่ปีละ 56 แสนคน นิสิตจบปริญญาตรีอีกประมาณ 1.5-2 แสนคน ซึ่งปกติจะเข้าสู่ระบบงานประมาณ 8 หมื่นคน และการปลดแรงงานจะเกิดขึ้น
ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคเป็นองค์ประกอบใหญ่ของการเติบโตของจีดีพี คือการบริโภคและการส่งออก ซึ่งหากทั้งสองตัวนี้หดตัวลงก็มีความหมายว่ากำลังซื้อลดลง
“เมื่อสินค้าขายไม่ออก ในที่สุดผู้ประกอบการโรงงานจะต้องลดกำลังการผลิตและมีการปลดคนงานออก ซึ่งขณะนี้ก็มีสัญญาณว่าโรงงานหลายแห่งเริ่มมีการลดกำลังการผลิต และมีการปลดคนงานออกหรือชะลอการรับแรงงานใหม่บ้างแล้ว ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้ทำให้ปัญหาลุกลามได้” ณรงค์ กล่าว
ณรงค์ กล่าวว่า ปกติปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะระดับปริญญาตรีมีปัญหาการว่างงานสะสมอยู่แล้ว ซึ่งบางส่วนสามารถที่จะยืดระยะเวลาการไปเรียนต่อระดับปริญญาโท 1-2 ปี แต่ถ้าปัญหาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจถดถอยลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน 1-2 ปี จะเกิดปัญหาว่างงานสะสมเพิ่มขึ้น
“หากจีพีดีปีนี้โต 4% ปัญหาการว่างงานยังจะไม่เห็นในปีนี้ แต่จะเห็นผลในปลายปีหน้า ปัญหาว่างงานจะชัดเจนขึ้น” ณรงค์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม คำนิยามการมีงานทำของไทยนั้น หมายถึงคนที่มีงานทำ 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ยังนับว่าเป็นผู้ที่มีงานทำ ซึ่งไม่สะท้อนภาพที่แท้จริงว่าไทยมีปัญหาการว่างงานที่ระดับใด ทำให้ตัวเลขอัตราการว่างงานไทยยังอยู่ระดับต่ำไม่ถึง 1%
ขณะที่ปกติตัวเลขผู้ที่เป็นกำลังแรงงานใหม่ของไทยเริ่มมีอัตราการลดลงจาก 1.4-1.5 ล้านคน เหลือ 5-6 แสนคนต่อปี เนื่องจากอัตราการเกิดของไทยเริ่มลดลงด้วย ดังนั้น อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ขยายตัวอยู่ที่ระดับ 5-6% ก็เชื่อว่าสามารถที่จะรองรับกำลังแรงงานใหม่เข้าระบบเศรษฐกิจกิจได้ไม่มีปัญหา
หากจีพีดีปีนี้ลดลงเหลือ 4% ปัญหาการว่างงานก็ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะจะมีแรงงานส่วนหนึ่งออกไปทำอาชีพอิสระค้าขาย ซึ่งรัฐบาลควรที่จะให้การสนับสนุนกลุ่มนี้ด้วย เพราะหากรัฐบาลปล่อยปัญหาการว่างงานต่อไปในที่สุดจะลุกลามไปถึงปัญหาด้านสังคม เพราะทำให้เกิดความสูญเสียทรัพยากรทั้งคนและเงินที่ลงทุนเรียนระดับปริญญาตรี แต่ไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้
ปัจจุบันผู้ว่างงานเฉลี่ยในไตรมาสนี้มี 2.87 แสนคน ลดลง 4.46 หมื่นคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% โดยรวมตลาดแรงงานเริ่มผ่อนคลายลง สัดส่วนของตำแหน่งงานว่างทั้งประเทศต่อผู้สมัครงานใหม่อยู่ที่ระดับ 0.6% เทียบกับ 0.9% ในไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ อัตราการจ้างงานขยายตัว 1% อัตราการว่างงานเฉลี่ย 0.7% ทำให้มีการคาดการณ์ว่าทั้งปีอัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่ 0.7%
แต่ผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย กำลังซื้อลดฮวบฮาบ กำลังการผลิตลดลง ปัญหาแรงงานจึงน่าจะคุกคามและรุนแรงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้เตรียมมาตรการจัดตั้ง “กองทุนตั้งตัว” โดยจัดสรรวงเงิน 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษให้นักศึกษาจบใหม่กู้เงินเพื่อเป็นทุนในการทำธุรกิจ แต่ผ่านไป 8 เดือนกว่า กองทุนนี้ก็ยังตั้งไข่ล้มอยู่ และต้องรอดูรัฐบาลจะแก้โจทย์ “เด็กจบใหม่เตะฝุ่น” อย่างไรต่อไป







