
ความท้าทายของไทยในมิติสังคม-วัฒนธรรม
นอกจากไทยจะต้องให้น้ำหนักกับมิติด้านสังคมและวัฒนธรรมมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนอย่างแข็งแรง
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
นอกจากไทยจะต้องให้น้ำหนักกับมิติด้านสังคมและวัฒนธรรมมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนอย่างแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมรับความท้าทายที่จะตามมาด้วย
โสภนา ศรีจำปา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าไทยต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายด้านภาษาและวัฒนธรรม จากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะด้านภาษา ซึ่งภาษาอังกฤษมีบทบาทมากขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไทยยังมีจุดอ่อนในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของเอ็ดดูเคชั่น เฟิร์ส (อีเอฟ) พบว่า ในสิงคโปร์มีประชากรราว 5 ล้านคน มีผู้ใช้ภาษาอังกฤษ 3.25 ล้านคน คิดเป็น 71% ฟิลิปปินส์ประชากร 97 ล้านคน มีผู้ใช้ภาษาอังกฤษ 49.8 ล้านคน คิดเป็น 55.49% บรูไนมีประชากร 3.8 แสนคน ใช้ภาษาอังกฤษได้ 1.4 แสนคน หรือ 37.73% มาเลเซียมีประชากรกว่า 27 ล้านคน สื่อสารอังกฤษได้ 7.4 ล้านคน หรือ 27.24% ขณะที่ไทยมีประชากรกว่า 65 ล้านคน มีจำนวนผู้ใช้ภาษาอังกฤษได้ 6.5 ล้านคน หรือ 10%
แม้ในแง่จำนวนผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ไทยจะนำเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา และเวียดนาม แต่ประเทศเหล่านี้เริ่มใช้ภาษาอังกฤษดีขึ้นมาก อย่างกรณีของเวียดนาม ก่อนหน้านี้บังคับให้ผู้บริหารต้องพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้คนเหล่านี้ต้องกระตือรือร้นที่จะไปเรียนเพิ่มเติม และสามารถพัฒนาทักษะภาษาได้อย่างผิดหูผิดตา ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 53 จากการทดสอบภาษาอังกฤษโดยอีเอฟในปีที่แล้ว จากผู้ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด 2 ล้านคน จาก 54 ประเทศ
อาจารย์โสภนา มองว่า มาตรการเชิงบังคับเป็นเรื่องที่ได้ผล แต่ไทยไม่ได้มีการเตรียมในเรื่องนี้ ทั้งที่ความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ โดยอาจออกกฎระเบียบที่เข้มงวดในการพัฒนาคนในประเทศ เช่น กำหนดให้การเลื่อนขั้นต้องสอบผ่านการวัดระดับภาษาอังกฤษ หรือให้แรงจูงใจต่างๆ อย่างการให้ค่าตอบแทนเพิ่มเติม รวมทั้งต้องปรับการเรียนการสอนเรื่องภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยต้องเริ่มตั้งแต่การศึกษาระดับพื้นฐานไม่ใช่รอมาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย
ขณะที่ภาษาเพื่อนบ้านก็เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะภาษาพม่ามาแรง ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยกระตือรือร้น หากมีการจัดหลักสูตรรองรับ การเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความรู้จักกัน ทั้งได้ผลและได้ใจ
ประเด็นเรื่องภาษายังเกี่ยวโยงกับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของไทย แต่แรงงานไทยกลับได้ประโยชน์จากการทำงานจุกจิก เช่น ขับรถรับจ้าง พนักงานขาย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ในขณะที่แรงงานพม่าเชื้อสายเนปาลเป็นที่ต้องการในตลาดงานมากกว่า เพราะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ยิ่งเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนก็จะกลายเป็นความท้าทายสำหรับแรงงานไทย
รวมถึงการที่กลุ่มทุนจะเคลื่อนย้ายในอาเซียนมากขึ้น ทั้งกลุ่มทุนต่างชาติที่อาจเข้ามาลงทุนในไทยและบริษัทไทยออกไปโตนอกบ้าน ก็ทำให้บุคลากรไทยมีโอกาสที่จะทำงานกับคนต่างชาติมากขึ้น จึงต้องปรับตัวให้รู้เรื่องภาษาและวัฒนธรรมเพื่อให้แข่งขันได้
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องแรงงานเด็กที่จะมาพร้อมพ่อแม่ชาวต่างด้าว ซึ่งไทยต้องจัดการเรื่องนี้ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบ เพราะผู้บริโภคยุโรปไม่ซื้อสินค้าที่ใช้แรงงานเด็ก







