
2สมาคมจับมือวอนรัฐช่วย
ผู้ส่งออกสินค้าทางเรือผนึกกำลังสสวท.ยกระดับแผนพัฒนาผู้ประกอบการ
ผู้ส่งออกสินค้าทางเรือผนึกกำลังสสวท.ยกระดับแผนพัฒนาผู้ประกอบการ
สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ ผนึกสมาคมเอสเอ็มอี ยกระดับเอสเอ็มอีไทย พร้อมรับเออีซี กระทุ้งรัฐเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย จะร่วมมือกับ สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สสวท.) ผลักดันโครงการเงินสนับสนุนเอสเอ็มอีปีละ 2 หมื่นล้านบาทจากภาครัฐ และให้การสนับสนุนต่อเนื่อง 5 ปี เป็นวงเงินรวม 1 แสนล้านบาท
สำหรับงบประมาณดังกล่าวทั้งสองสมาคมจะนำมาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้แข็งแกร่งมากขึ้น และร่วม ทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐมีวงเงินสนับสนุนเอสเอ็มอีต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปีรวมวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท เพราะที่ผ่านมาเอสเอ็มอีไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ไม่เต็มที่ และมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อของสถาบันการเงินเอกชน
ปัจจุบันสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯ มีสมาชิกที่เป็นเอสเอ็มอีประมาณ 50 บริษัท จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 2,400 บริษัท ซึ่งที่ผ่านมาเอสเอ็มอีด้านโลจิสติกส์ได้มีการพัฒนาธุรกิจและปรับการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558
นายนพพร กล่าวว่า จะร่วมมือกับ สสวท.ในการพัฒนาการกระจายสินค้า ยกระดับการขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เอสเอ็มอีมีต้นทุนขนส่งสินค้าต่ำลง เพราะปัจจุบันต้นทุนการขนส่งสินค้าของเอสเอ็มอีสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 510% ดังนั้น เอสเอ็มอีต้องร่วมกลุ่มเป็นเครือข่าย เพื่อรวมกลุ่มขนส่งสินค้าด้วยกัน ทำให้ปริมาณการขนส่งสินค้าแต่ละครั้งมีจำนวนมากขึ้นและมีต้นทุนถูกลง
“ต้นทุนการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ทำให้แข่งขันได้ยาก เพราะเอสเอ็มอีเป็นธุรกิจขนาดเล็ก การขนส่งสินค้าแต่ละครั้งปริมาณน้อย ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง แตกต่างรายใหญ่ขนส่งปริมาณมากจึงมีต้นทุนต่ำ” นายนพพร กล่าว
นอกจากนี้ ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีช่องทางส่งออกสินค้าไปต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเอสเอ็มอีมีศักยภาพส่งออกได้อีกมากในอนาคต แต่ปัญหาอยู่ที่เอสเอ็มอีไม่ได้รวมกลุ่มเป็นเครือข่าย (คลัสเตอร์) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อรองกับลูกค้าต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนต่ำลง
ทั้งนี้ สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯ มีแผนจะร่วมมือกับ สสวท.ในการพัฒนาแผนการทำตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ และให้ความรู้การทำธุรกิจแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย
ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 มั่นใจว่า สมาชิกของสมาคมผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯ ที่มีจำนวน 2,400 บริษัทจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในอาเซียนได้ โดยที่ผ่านมาสมาคมผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯ ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่เอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องเฉพาะสมาชิกที่เป็นเอสเอ็มอี เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีด้านโลจิสติกส์ได้พัฒนาธุรกิจและปรับธุรกิจให้แข็งแกร่งมากขึ้น







