
ตลาดหุ้นเลิกหวังสูง
โบรกเกอร์ลดเป้าหมายดัชนีปีนี้จาก 1,700 จุด เหลือ 1,400-1,580 จุด ลดความคาดหวังจีดีพีและตลาดหุ้นลง
โบรกเกอร์ลดเป้าหมายดัชนีปีนี้จาก 1,700 จุด เหลือ 1,400-1,580 จุด ลดความคาดหวังจีดีพีและตลาดหุ้นลง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต เชื่อว่า อัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ปี 2556 และผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ต่ำกว่าคาด ช่วยบริหารความคาดหวังของตลาดหุ้น
สัดส่วนผลประกอบการแข็งแกร่งต่อผลประกอบการที่อ่อนแออยู่ที่ 54:46 ด้วยผลประกอบการอ่อนแอส่วนมากเป็นหุ้นกลุ่มพลังงานและอาหาร ผลประกอบการและจีดีพี บ่งชี้ดังนี้
ประการแรก คาดหวังมากไป (ลดเป้าดัชนีเป็น 1,580 จุด)
ประการที่สอง การเติบโตยังดีอยู่
ประการที่สาม ยังไม่ถึงเวลาของหุ้นวงจรเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 2 ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แสดงการเติบโตที่ 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในบรรดาหุ้นทั้งหมดภายใต้การศึกษาของ บล.ธนชาต กำไรปกติไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสแรกและเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในครึ่งแรกปีนี้ เทียบกับประมาณการทั้งปีที่ 19%
กำไร ครึ่งปีแรกคิดเป็น 45% ของประมาณการทั้งปี
ทั้งนี้ หุ้นที่อยู่ในประมาณการ 19% ผลงานสูงกว่าคาด 36% เป็นไปตามคาด และ 45% น้อยกว่าคาด (ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มพลังงานและอาหาร) โดยจีดีพีไตรมาส 2 เติบโตอ่อนแอที่ 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นสาเหตุผลประกอบการไตรมาส 2 อ่อนแอกว่าคาด
ดังนั้น จึงลดประมาณการเติบโต จีดีพีปีนี้จาก 4.0% เป็น 3.7%
สำหรับผลประกอบการ บจ.ไตรมาส 2 ที่ส่วนใหญ่ออกมาน้อยกว่าคาดนั้นเนื่องมาจาก
ประการแรก ผลประกอบการบ่งชี้สัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจและเรื่องราวการเติบโตยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก กลุ่มธุรกิจพึ่งพิงในประเทศ เช่น กลุ่มที่เกี่ยวกับภาคบริโภค ยังคงแสดงอัตราการเติบโตที่เหมาะสม เช่น ค้าปลีก โทรคมนาคม สื่อ อสังหาริมทรัพย์ ขนส่ง นิคมอุตสาหกรรม และเหมาก่อสร้าง
ประการที่สอง ความคาดหวังของ บล.ธนชาต และตลาดที่ผ่านมาสูงเกินไป และเชื่อว่าผลประกอบการที่อ่อนแอจะช่วยลดความคาดหวังลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม
ประการที่สาม ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนเข้าหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น พลังงานและอาหาร ซึ่งรวมถึงธุรกิจการเกษตร)
บล.ธนชาต ลดเป้าหมายดัชนีในปีนี้เป็น 1,580 จุด จาก 1,700 จุด จากผลประกอบการกำไรของกลุ่มธนาคารและค้าปลีกลดลงในเดือนที่ผ่านมา และผลประกอบการและจีดีพีที่อ่อนแอ แต่ไม่ได้ปรับลดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแนวโน้มผลการดำเนินงานของดัชนีไม่ได้เปลี่ยนแปลงทั้งหมด
ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ในระดับกลางไปได้อีก 23 ปี โดยได้มีการทบทวนหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนจากผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ในขณะที่บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) บริษัท โตโยไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท วีจีไอ มีเดียกรุ๊ป (VGI) และ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ออกมาแข็งแกร่งดังคาด แม้ผลประกอบการของบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ต่ำกว่าประมาณการ 9% แต่ยังเห็นว่าพื้นฐานยังไม่เปลี่ยนแปลง
ด้าน บล.เอเชีย พลัสปรับลดดัชนีเป้าหมายสิ้นปี 2556 เหลือ 1,400 จุด (อิงสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 14 เท่า) หลังปรับลดกำไรต่อหุ้น (อีพีเอส) ลงจากเดิมเหลือ 99.7 บาท







