
CENTELตั้งทีมลุยซื้อรร.
บริหารเงินสด4.5พันล.เพิ่มมูลค่าธุรกิจตั้งงบปีละ1,500ล.ขยาย6ปี90แห่ง
บริหารเงินสด4.5พันล.เพิ่มมูลค่าธุรกิจตั้งงบปีละ1,500ล.ขยาย6ปี90แห่ง
CENTEL ตั้งทีมงานเฉพาะบริหารเงินสดลุยขยายธุรกิจโรงแรม ซื้อกิจการเพิ่มมูลค่าธุรกิจ
นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารและการเงิน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เปิดเผยว่า บริษัทได้ตั้งทีมงานเฉพาะด้านกลยุทธ์การลงทุนและวางแผนด้านการเงินขึ้นมาเพื่อมาศึกษาและบริหารกระแสเงินสดที่ทำได้ในแต่ละปี ซึ่งมีความสามารถในการสร้างกำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (อีบิตดา) ปีละประมาณ 4,500 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ขยายการลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ ทั้งการลงทุนสร้างโรงแรมและการลงทุนซื้อกิจการ
ทั้งนี้ ตามแผนปี 2556-2561 ต้องการเพิ่มจำนวนโรงแรมที่อยู่ในการบริหาร ทั้งที่เป็นการรับจ้างบริหารและเป็นเจ้าของประมาณ 90 แห่ง แบ่งเป็นโรงแรมในประเทศ 60 แห่ง และต่างประเทศ 30 แห่ง จากสิ้นปีนี้จะมีโรงแรมภายใต้การบริหารรวมทั้งสิ้น 45 แห่ง แบ่งเป็นโรงแรมในประเทศ 35 แห่ง และต่างประเทศอีก 10 แห่ง
สำหรับงบลงทุนในการขยายธุรกิจโรงแรม คาดว่าจะใช้เงินปีละประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาทต่อปี
ด้านธุรกิจอาหารตั้งเป้าหมายว่า ในปีนี้จะเพิ่มจำนวนสาขารวมเพิ่มเป็น 753 สาขา จากปัจจุบันอยู่ที่ 704 สาขา ปรับลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 757 สาขา เพราะมีบางสาขาที่ยกเลิกไปเพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน อย่างไรก็ดี ยังมีโรงแรมจากต่างประเทศหลายแห่งได้ให้ความสนใจเชิญให้บริษัทเข้าไป ทั้งซื้อกิจการ ร่วมทุน และรับจ้างบริหาร โดยในญี่ปุ่นมีการเจรจาอยู่จำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นรูปแบบเข้าซื้อกิจการ ตั้งอยู่ในเมืองโตเกียว ฮอกไกโด และโอกินาวา รวมทั้งยังมีในอังกฤษ ฝรั่งเศส และอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีแผนตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนอสังหาริมทรัพพย์ (REIT) โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปได้ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งสอดคล้องกับแผนการเพิ่มมูลค่าธุรกิจ โดยอาจนำสินทรัพย์ที่เป็นโรงแรมที่อยู่และที่จะซื้อเพิ่มเข้ามาในอนาคต ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตั้งกอง REIT โดยบริษัทจะเข้าไปเป็นผู้บริหาร ซึ่งขณะนี้มีโรงแรมจากต่างประเทศหลายแห่งให้ความสนใจที่จะนำสินทรัพย์มาร่วมจัดตั้ง REIT อีกทั้งในอนาคตยังมีโอกาสแปลงกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา (CTARAF) อีกด้วย
ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ก.ย. บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้มูลค่า 1,000-1,200 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบอายุมูลค่า 1,400 ล้านบาท โดยการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้มีต้นทุนลดลงจากเดิม หลังจากที่ ทริส เรทติ้ง ได้ปรับเพิ่มความน่าเชื่อถือของบริษัทจาก A มาอยู่ที่ A โดยคาดว่าต้นดอกเบี้ยจะอยู่ที่ราว 3.84%
ปีนี้คาดว่าผลการดำเนินงานจะออกมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยโอกาสทำรายได้รวมได้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท หลังจากในครึ่งปีแรกทำรายได้รวมไปแล้วประมาณ 8,700 ล้านบาท โดยรายได้ในครึ่งปีหลังมีโอกาสทำได้สูงกว่าในครึ่งปีแรก เนื่องจากเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ส่งผลให้บริษัทตั้งเป้าหมายอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 77% จากปีก่อนที่ทำได้ 69.9% โดยช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้อยู่ในระดับดีที่ 79.5%
นอกจากนี้ ยังมีการปรับขึ้นค่าห้องพักเฉลี่ยทั้งปีที่ประมาณ 17% โดยในครึ่งปีแรกได้ปรับขึ้นไปแล้ว 15%
ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ยต่ออัตราการใช้ห้องพักทั้งปียังเติบโตสูงที่ระดับ 29% รวมทั้งการรับรู้รายได้จากโรงแรมใหม่อีกจำนวน 2 แห่ง ในมัลดีฟท์ ด้านของธุรกิจอาหารเชื่อว่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 15% แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะมีปัญหาเรื่องการบริโภคชะลอตัว







