posttoday
ค่านิยมใช้ก่อนผ่อนทีหลัง...ตัวเร่งหนี้ภาคครัวเรือน

ค่านิยมใช้ก่อนผ่อนทีหลัง...ตัวเร่งหนี้ภาคครัวเรือน

21 สิงหาคม 2556

วันนี้ ชั่วโมงนี้ มนุษย์เงินเดือนคนไหนไม่รู้จัก “เงินผ่อน” ถือว่าเอาต์มาก น้อยคนมากที่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงจรนี้ บางคนผ่อนบ้าน บางคนผ่อนรถ บางคนผ่อนอุปกรณ์เทคโนโลยี บางคนผ่อนความสวยความงาม (คอร์สศัลยกรรมความงาม/สมาชิกฟิตเนส สปา โยคะ) และคุณสุภาพบุรุษบางท่านถึงขั้นใช้บริการผ่อนภรรยา (กู้เงินมาแต่งงาน) เหมือนสังคมไทยวันนี้จะส่งเสริมให้คนทันยุคทันสมัย รักสวยรักงาม รักความสะดวกสบาย และตัดสินใจเรื่องการจับจ่ายใช้สอยง่ายขึ้น โดยการนำเสนอสินค้าและบริการพร้อมโปรโมชันล่อใจลูกค้าผ่านสื่อต่างๆ ที่เข้าถึงตัวผู้บริโภคง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้เกิดค่านิยม “ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง” กันอย่างกว้างขวาง

วันนี้ ชั่วโมงนี้ มนุษย์เงินเดือนคนไหนไม่รู้จัก “เงินผ่อน” ถือว่าเอาต์มาก น้อยคนมากที่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงจรนี้ บางคนผ่อนบ้าน บางคนผ่อนรถ บางคนผ่อนอุปกรณ์เทคโนโลยี บางคนผ่อนความสวยความงาม (คอร์สศัลยกรรมความงาม/สมาชิกฟิตเนส สปา โยคะ) และคุณสุภาพบุรุษบางท่านถึงขั้นใช้บริการผ่อนภรรยา (กู้เงินมาแต่งงาน) เหมือนสังคมไทยวันนี้จะส่งเสริมให้คนทันยุคทันสมัย รักสวยรักงาม รักความสะดวกสบาย และตัดสินใจเรื่องการจับจ่ายใช้สอยง่ายขึ้น โดยการนำเสนอสินค้าและบริการพร้อมโปรโมชันล่อใจลูกค้าผ่านสื่อต่างๆ ที่เข้าถึงตัวผู้บริโภคง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้เกิดค่านิยม “ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง” กันอย่างกว้างขวาง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่านิยม “ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง” เกิดขึ้นมากในสังคมไทยเรา ผมคิดว่ามาจากสาเหตุหลักๆ 2 เรื่อง คือ

1) คนไทยชอบเห่อ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีสตางค์ มักจะอยากได้โน่นอยากได้นี่ เห็นใครมีอะไรไม่ได้ เราต้องมีด้วย โดยไม่ประเมินตัวเองก่อน มักจะใช้ความรู้สึก “อยากได้” เป็นตัวตัดสินการกระทำ ไม่ได้ดูเหตุผลหรืออรรถประโยชน์ของสิ่งที่ต้องการได้ก่อน เช่น บางคนผ่อนเครื่องออกกำลังกายมาเพราะเห็นโฆษณาในทีวี แต่พอซื้อมาจริงๆ แล้ว กลับกลายเป็นราวตากผ้าก็มีให้เห็นถมไป

2) บรรดาสถาบันการเงินและบริษัทเจ้าของสินค้าก็ออกโฆษณาล่อใจกันอย่างดาษดื่น จนเราเห็นโปรโมชัน 0% ผ่านบัตรต่างๆ จนชินตา ถ้าไม่มีต้องเอ่ยปากถามหาจากพนักงานขาย หากพกบัตรเครดิตหลายธนาคารหน่อย คุณก็จะได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ ตั้งแต่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนกระทั่งของชิ้นใหญ่อย่างรถยนต์หรือบ้าน ที่ถูกอัดเสริมด้วยโปรโมชันผ่อน 0% นาน 5 ปี อยู่ฟรี หรือฟรีจำนองอีก เป็นใครเจอโฆษณาแบบนี้เข้าไปร้อยทั้งร้อยไปไม่รอด จอดป้ายเงินผ่อนทุกราย ชนิดไม่คิดถึงอนาคตกันเลยว่าจะผ่อน “ภาระ” ก้อนนี้ไหวหรือไม่

ไม่ใช่ว่าผมจะต่อต้านนโยบายเงินผ่อนนะครับ แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นประเด็นบางอย่างที่มนุษย์เงินเดือนพึงระวัง มิฉะนั้นเราจะทำงานใช้หนี้ไปตลอดชีวิตของการเป็นลูกจ้าง โอกาสที่จะมีเงินเก็บออกมาทำธุรกิจส่วนตัวหรือมีเงินทองไว้กินไว้ใช้ตอนแก่จะมีน้อยลง ภาระที่ว่านี้คือ ความทุกข์ที่ต้องนั่งผ่อนโน่นผ่อนนี่ทุกเดือน จะหมดทุกข์ก็ตอนผ่อนหมด หลายคนพอผ่อนอะไรหมดใหม่ๆ ก็ยังรู้สึกเข็ดไม่อยากผ่อนอะไรอีก แต่อีกหลายคน “เข็ดแล้วไม่จำ” พอผ่อนอะไรหมดไปอย่างหนึ่งแล้ว รีบหาของใหม่มาผ่อนต่อเป็นวัฏจักร เป็นวังวนชีวิตลูกหนี้อย่างไม่สิ้นสุด

ถ้าเราสังเกตดีๆ ว่าสิ่งที่เราผ่อนนั้น ส่วนมากช่วงที่เรามีความสุขมากๆ ก็คือตอนที่เราได้มันมาใหม่ๆ หรือตอนที่เพื่อนหรือคนรอบข้างชื่นชมเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เราต้องทนทุกข์ทรมานกับภาระเงินผ่อนแรมเดือนแรมปี ไหนจะค่างวดรถยนต์ ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าภาษี และค่าบำรุงรักษาอีก มาถึงจุดนี้แล้ว คงลองเลือกเอาเองแล้วละครับว่าเราอยากจะมีความสุขน้อยๆ แต่ทุกข์มากๆ หรืออยากจะทนลำบากหน่อยที่ไม่มีรถ แต่อย่างน้อยก็สุขใจ เพราะเรามีเงินเก็บก้อนโตสำรองไว้ใช้ตามที่ต้องการ

วันนี้ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจผ่อนอะไรสักอย่าง ผมขอฝากหลักในการพิจารณาไว้ 3 ข้อนะครับ

1) สิ่งที่ผ่อนเป็นภาระหรือการลงทุน ให้วิเคราะห์ดูว่าสิ่งที่เราจะผ่อนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับเราได้หรือไม่ เช่น ถ้าผ่อนรถแล้วเราจะเอารถไปสร้างรายได้หรือไม่ หรือเอาไว้ขับไปทำงานให้ดูเท่เพียงอย่างเดียว หรือวันหยุดเราจะเอารถไปบริการรับจ้าง

2) สิ่งที่ผ่อนจำเป็นต่อชีวิต (เป็นลำดับต้นๆ) หรือไม่ เช่น ถ้าเราไม่ผ่อนรถสักคัน สาวๆ จะไม่มองเรา ฯลฯ อย่างนี้ขอให้คิดเสียใหม่นะครับว่าเรากำลังจะเปลี่ยน “แรงจูงใจ” เป็น “ภาระ” แก่ชีวิตนะครับ

3) มีเงินพอหรือไม่ สำหรับคน “รวย” จริงๆ อยากจะผ่อนอะไรก็ผ่อนไปเถอะครับ ไม่ว่ากัน เพราะคนบางคนมีเงิน แต่ไม่อยากจ่ายออกไปเป็นก้อน อยากนำเงินไปใช้ในการลงทุนมากกว่า เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่า แล้วค่อยนำเอาผลตอบแทนนั้นกลับมาใช้หนี้เงินผ่อนในภายหลังก็ได้

ค่านิยม “ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง” เปรียบเหมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งเป็นหนทางที่จะได้สิ่งที่อยากจะได้ในอนาคตมาใช้ก่อน แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเหมือนตัวถ่วงในชีวิต เพราะบางครั้งมีโอกาสดีๆ เข้ามาก็ตัดสินใจยาก เพราะหนี้เดิมยังเยอะอยู่ และวันนี้เมื่อผู้ว่าการแบงก์ชาติออกมาแสดงความเป็นห่วงการเร่งตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 50% เป็น 80% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้นรายได้ของประชาชนค่อนข้างมาก และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนในอนาคต และหากหนี้สาธารณะก้อนนี้ยังทะยานสูงขึ้นอีก ประเทศเราอาจต้องไปเผชิญวิกฤตเช่นเดียวกับที่สหรัฐเผชิญอยู่

ถ้าท่านยังยึดถือคติและค่านิยมแบบเดิม และใช้ชีวิตอยู่กับความสุขในปัจจุบัน อนาคตของท่านจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ตัวท่านเป็นผู้กำหนดครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท