
ยุคขาลงโรงหนัง "ไดรฟ์-อิน"
หากพูดถึงโรงภาพยนตร์แบบไดรฟ์อิน (Drivein) อาจไม่เป็นที่รู้จักนักในเมืองไทย แต่ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ โรงภาพยนตร์
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
หากพูดถึงโรงภาพยนตร์แบบไดรฟ์-อิน (Drive-in) อาจไม่เป็นที่รู้จักนักในเมืองไทย แต่ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ โรงภาพยนตร์ที่ให้ลูกค้าสามารถเอารถเข้าไปจอดเพื่อชมภาพยนตร์กลางแจ้ง โดยในอดีตนั้นโรงหนังไดรฟ์อินนั้นได้รับความนิยมในเมืองลุงแซมเป็นอย่างมาก ซึ่งจะใช้ฟิล์มขนาด 35 มิลลิเมตรในการฉาย
การได้รับความนิยมของโรงหนังชนิดนี้ในอดีตยังคงทำให้ ปีเตอร์ แทรพพ์ เจ้าของ “แฟร์ลี” ธุรกิจโรงภาพยนตร์แบบไดรฟ์อิน ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาระหว่างรัฐเวอร์มอนต์และรัฐนิวแฮมป์เชียร์ มักจะยุ่งอยู่กับการต่อม้วนฟิล์ม 35 มิลลิเมตร บริเวณสนามโล่งแจ้งอยู่บ่อยๆ หลังจากที่ได้ม้วนฟิล์มจากจดหมาย
อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้การฉายภาพยนตร์ด้วยฟิล์มแบบดั้งเดิมค่อยๆ หมดความนิยมไปตามกาลเวลา เพราะถูกแทนที่ด้วยภาพยนตร์ดิจิตอล ซึ่งคนก็มักจะนิยมไปตามโรงภาพยนตร์สุดหรูต่างๆ
เดวิด แฮนค็อก ผู้อำนวยการด้านภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์แห่งไอเอชเอส สกรีน ไดเจสต์ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสื่อ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงจากฟิล์มไปสู่ดิจิตอลนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายยุค 1990 โดยในช่วงแรก การยึดครองของยุคดิจิตอลนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาเกิดการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
อ้างอิงจากข้อมูลของไอเอชเอส ระบุว่า 90% ของโรงภาพยนตร์ในสหรัฐได้เปลี่ยนไปฉายภาพยนตร์แบบดิจิตอลแล้ว และมีเพียง 5,000 โรงภาพยนตร์เท่านั้นที่ยังคงใช้วิธีการฉายผ่านแผ่นฟิล์ม ซึ่งก็ได้แก่ โรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก และไดรฟ์-อิน
โรงภาพยนตร์แบบไดรฟ์-อิน ทั่วสหรัฐเหลือเพียง 368 แห่ง ขณะที่ในช่วง 60 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุครุ่งเรือง มีโรงหนังประเภทนี้มากถึง 4,000 แห่ง แต่ที่ดูจะยิ่งเห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงก็คือ ไดรฟ์อิน ที่ยังหลงเหลืออยู่ประมาณ 40% หรือจำนวน 139 แห่ง ได้เปลี่ยนไปสู่การฉายแบบดิจิตอลแล้ว
แทรพพ์เองจึงต้องพยายามดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดมาโดยตลอด จึงพยายามระดมทุนเพื่อซื้อเครื่องฉายภาพยนตร์แบบดิจิตอล โดยขายบัตรชมภาพยนตร์ในราคาเพียง 9 เหรียญสหรัฐ (ราว 270 บาท) แม้กระทั่งเข้าร่วมการแข่งขันในรายการวิทยุ
“ผมคิดว่าปีที่แล้วเราน่าจะหาเงินได้ประมาณ 1.55 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 4.65 แสนบาท) ซึ่งเป็นจำนวนที่มาก ทว่ายังไม่ใกล้เคียงกับที่ต้องการ” แทรพพ์ กล่าว
นอกจากนี้ เจ้าของแฟร์ลี ระบุว่า หากไม่สามารถหาเงินได้ 7.6 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 2.28 ล้านบาท) ภายในปีนี้ เพื่อซื้อเครื่องฉายภาพยนตร์ในระบบดิจิตอล จะทำให้แฟร์ลีซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนนี้มากว่า 60 ปี จะต้องปิดตัวลง เนื่องจากปลายปีนี้ ภาพยนตร์ใหม่ทุกเรื่องจะเปลี่ยนเป็นดิจิตอลทั้งหมด
“ปีนี้เป็นปีที่จะกำหนดอนาคตของไดรฟ์อิน ซึ่งเป็นปีที่เป็นจุดเชื่อมที่จะบอกว่าอุตสาหกรรมนี้จะเดินไปข้างหน้าอย่างไร” เอพริว ไรท์ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง โกอิง แอทแทรคชัน กล่าว
ทั้งนี้ การระดมทุนนั้นก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้คนมาเข้าชมภาพยนตร์ก็น้อยตามลงไปเช่นกัน ขณะที่การขอสินเชื่อเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ แทรพพ์ ระบุว่า แม้จะขอเงินกู้มาได้ ทว่าก็ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณแฟร์ลีก็ยังคงได้รับความสุขจากการชมภาพยนตร์ในสไตล์ดั้งเดิมเช่นนี้อยู่
จัสมิน เจมีสัน อีริน บูลาร์ด และเจนนี อูซ หญิงสาววัย 15 ปีทั้งสามคน ระบุว่า ได้รับความสนุกสนานในแบบที่โรงหนังทั่วไปไม่สามารถให้ได้ เพราะสามารถพูดคุยหรือทำอย่างอื่นมากกว่าแค่ดูหนังเท่านั้น
แม้ว่าจะสามารถสร้างความสุขให้กับผู้คนได้มากมาย แต่ถ้าหากแฟร์ลีและไดรฟ์อินแห่งอื่นๆ ในสหรัฐ ไม่ปรับตัวให้ฉายภาพยนตร์ในแบบดิจิตอล แน่นอนว่า จุดสิ้นสุดจะต้องมาเยือนอย่างแน่นอน ซึ่งแทรพพ์เองก็ยอมรับในจุดนี้
“ในขณะนี้ ไม่ว่าผมจะทำอะไรเพื่อระดมทุนขนาดไหน แต่ถ้าผมไม่สามารถมีเงินทุนตามเป้าที่ตั้งไว้ ผมเองก็ไม่มีแผนสำรองเหมือนกัน” แทรพพ์ กล่าวทิ้งท้าย







