
ซีที เอเชีย โรโบติกส์ ผลิตหุ่นยนต์ ส่งออกรายแรกในโลก
บริษัทไทยมีนวัตกรรมไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก อย่างบริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์
โดย..วราภรณ์ เทียนเงิน
บริษัทไทยมีนวัตกรรมไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก อย่างบริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ ผู้บริษัทผลิตหุ่นยนต์ในเชิงพาณิชย์และส่งออกเป็นรายแรกในประเทศไทยและเป็นรายแรกในโลกด้วย ภายใต้ฝีมือและการออกแบบของวิศวกรคนไทยทั้งหมด
ผู้ก่อตั้ง “เฉลิมพล ปุณโณทก” ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ เปิดเผยถึงการก่อตั้งบริษัทเพื่อผลิตหุ่นยนต์ มาจากการที่เห็นข่าวประเทศไทยมีการประกวดหุ่นยนต์ระดับประเทศมากมาย และมีนักเรียน นักศึกษาที่พัฒนาหุ่นยนต์ในระดับประเทศ มีความสามารถสูง แต่พบว่า บุคลากรดังกล่าวไม่ได้ทำงานหรือไปสร้างหุ่นยนต์แต่อย่างใดจึงเกิดแรงบันดาลใจอยากสร้างบริษัทผลิตหุ่นยนต์ในประเทศ เพื่อทำให้บุคลากรของไทยที่เก่งมากด้านหุ่นยนต์และมีจำนวนมาก สามารถทำงานเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ขายในประเทศและต่างประเทศได้
ทั้งนี้ จึงเริ่มจัดตั้งบริษัทในปี 2552 สร้างหุ่นยนต์รุ่นแรกชื่อว่า “ดินสอ” โดยเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบที่สามารถเคลื่อนไหวได้ และทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากนั้นได้รับการติดต่อจาก บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป หรือ ร้านเอ็มเค สุกี้ ให้สร้างหุ่นยนต์ เพื่อเสิร์ฟอาหารในร้านจำนวน 10 ตัว ต่อมาได้ผลิตหุ่นยนต์ Present ประจำบริษัทประกันขนาดใหญ่
“ผมไม่ได้เรียนจบด้านวิศวะแต่จบมาทางด้านการตลาด จึงมีความชำนาญการทำตลาด และเห็นโอกาสของบุคลากร ความสามารถด้านผลิตหุ่นยนต์ของไทยสูงมาก แต่ทำไมไม่มีการผลิตหุ่นยนต์ในเชิงพาณิชย์มาก่อน จึงสนใจอยากทำบริษัทเพื่อผลิตหุ่นยนต์ขาย”เฉลิมพล กล่าว
เมื่อการเปิดตัวหุ่นยนต์ได้รับการตอบรับที่ดีมากขึ้น บริษัทจึงได้พัฒนาหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปีล่าสุด 2556 ได้เปิดตัวหุ่นยนต์ ดินสอรุ่น 2 หรือ หุ่นยนต์มินิ เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้งบวิจัยและพัฒนาประมาณ 20 ล้านบาท มีจุดเด่นที่เป็นหุ่นยนต์สำหรับดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาล
การทำงานของหุ่นยนต์ให้ตั้งไว้ที่หัวเตียงของผู้สูงอายุ เพื่อให้หุ่นยนต์มองผู้สูงอายุตลอดเวลา สามารถทำหน้าที่ทั้ง เสิร์ฟอาหาร หยิบของ ไหว้ และโบกมือ ใช้โทรศัพท์ได้ โดยจะบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ที่ต้องการติดต่อไว้ ซึ่งญาติหรือลูกหลานของผู้สูงอายุ ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน เพื่อให้โทรไปหาผู้สูงอายุได้ทันที และคนโทรจะมองเห็นผู้สูงอายุผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งหากผู้สูงอายุล้ม หุ่นยนต์ก็จะแจ้งเข้าโทรศัพท์มือถือของแพทย์หรือญาติทันที
นอกจากนี้ หน้าจอของหุ่นยนต์จะมีโปรแกรมที่เปิดดูเรื่องราวต่างๆ ทั้งดูวิดีโอการออกกำลังกาย เล่นเกมส์ ฟังพระเทศน์ ทำให้ผู้สูงอายุไม่เกิดปัญหาอัลไซเมอร์ เปรียบเสมือนมีเพื่อนใหม่อยู่ด้วยกัน สุดแสนไฮเทค รวมแล้วการทำงานของหุ่นยนต์ ดินสอ มินิ ถือว่าครบครันและครบวงจรมากที่สุด จึงเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกในโลกที่ทำหน้าดูแลผู้สูงอายุได้ และเตรียมเข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการในไทยช่วงปลายปีนี้ วางราคาขายไว้ที่ 1.85 แสนบาทต่อตัว
รวมทั้งได้วางแผนจะส่งออกและนำไปแสดงในประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย คาดว่าจะเริ่มส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในปีหน้า ตั้งเป้าหมายยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 1,000 ตัว และในปีต่อไปที่ 5,000 ตัว ซึ่งกลยุทธ์การทำตลาด จะเน้นร่วมงานแสดงที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนี้เตรียมผลิตหุ่นยนต์ดินสอ รุ่นใหม่ที่ช่วยผู้สูงอายุเดินและเคลื่อนไหวในบ้านได้ คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและทำตลาดในปี 2557 รวมทั้งจะมุ่งผลิตและพัฒนาสร้างหุ่นยนต์รุ่นใหม่ๆ เชื่อว่า จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ส่งออกหุ่นยนต์ในตลาดโลกและขึ้นเป็นผู้นำในการขึ้นหุ่นยนต์ของโลกให้ได้
“การที่ประเทศไทยและเอกชนไทยสามารถผลิตหุ่นยนต์และสร้างหุ่นยนต์เพื่อส่งออก ถือเป็นประเทศแรกในโลกเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาไม่มีประเทศใดในโลกผลิตหุ่นยนต์เพื่อส่งออก รวมถึงประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตหุ่นยนต์ต้นแบบ และแสดงในงานต่างๆ เท่านั้น ยังไม่มีการทำเป็นเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน” เฉลิมพล กล่าว
หากประเมินศักยภาพของบุคลากรด้านวิศวกรของไทยมีความเชี่ยวชาญและความสามารถสูง รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาที่แข่งขันด้านหุ่นยนต์ก็มีความสามารถสูงเช่นกัน ดังนั้น หากรัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านนี้อย่างจริงจัง จะส่งผลดีทำให้มีบริษัทผลิตหุ่นยนต์รายใหม่เกิดขึ้นในประเทศมากขึ้น
ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นทำธุรกิจของตนเอง คือ เปิดบริษัทผลิตซอฟแวร์ด้านคอลเซ็นเตอร์ มานาน 16 ปี ให้กับบริษัทไทยจำนวนมากทั้ง ธนาคาร ประกัน และบริษัทฟาสต์ฟู้ด มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 70% ในธุรกิจซอฟแวร์คอลเซ็นเตอร์ของประเทศไทย และได้ขยายสาขาไปในประเทศญี่ปุ่น ด้วยการจัดตั้งบริษัทในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อทำธุรกิจติดตั้งซอฟแวร์ คอลเซ็นเตอร์ และขยายตลาดในอาเซียนรวม 56 ประเทศ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ยอดขายเติบโตดีทุกปี
ขณะที่บริษัทใหม่ที่จัดตั้งขึ้นนั้น มีพนักงาน 10 คน และสามารถใช้ทีมงานด้านซอฟแวร์ของ บริษัทแม่ ที่มีพนักงานมากกว่า 100 คนได้
“บริษัทจะผลิตหุ่นยนต์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยมากขึ้น เพื่อทำให้ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยและคนไทยในมิติใหม่ เป็นประเทศที่มีความสามารถด้านการสร้างหุ่นยนต์สูงสุด” เฉลิมพล กล่าวทิ้งท้าย







