
ค่ายรถญี่ปุ่นบีบชิ้นส่วนไทยกดดันควบกิจการ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2555 ถึงครึ่งแรกของปี 2556
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2555 ถึงครึ่งแรกของปี 2556 โดยมีจำนวนไม่น้อยเป็นการเข้ามาลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ (เอฟดีไอ) ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (นักลงทุนต่างชาติยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่เป็น FDI ใน 6 เดือนแรกอยู่ที่ระดับสูงถึง 619 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 2.79 แสนล้านบาท
โดย เข้ามามาก ซงครกรรมกรบีโอไอ) ก็คาดว่าการลงทุนจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ตลาดรถยนต์ภายในประเทศจะชะลอตัว แต่การส่งออกยังมีแนวโน้มสดใส และระยะที่ผ่านมามีการลงทุนก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์และผลิตชิ้นส่วนขั้นที่ 1 หรือเทียร์ 1 ทำให้มีแนวโน้มการลงทุนขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อป้อนชิ้นส่วนแก่กิจการผลิตรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกิดปัญหาว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยมากขึ้น และได้สร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย กระทั่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ต้องนำผู้ประกอบการเข้าร้องเรียนกับกระทรวงอุตสาหกรรม
“ประเสริฐ บุญชัยสุข” รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เอกชนได้เข้ามาพบพร้อมให้ข้อมูลว่า แม้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจะเติบโตสูง แต่ถ้าไม่ระมัดระวังอาจเกิดการล่มสลายได้ เพราะขณะนี้การผลิตของผู้ประกอบการไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ แต่เจอปัญหาหลักๆ 4 ด้าน คือ
1.ผู้ผลิตที่เป็นเอสเอ็มอีถูกกดดันจากลูกค้า ซึ่งคือ กลุ่มผู้ประกอบรถยนต์ ให้รวมกิจการกับเอสเอ็มอีต่างชาติที่มาลงทุนในไทย
2.ผู้ชื้อเลือกซื้อขายชิ้นส่วนกับผู้ผลิตสัญชาติเดียวกันไม่เป็นธรรม โดยและมีความสัมพันธ์ส่วนตัว
3.มีการย้ายฐานการผลิตทะลักเข้ามาในไทย ทำให้เกิดการแย่งคำสั่งซื้อและวิกฤตการแย่งงาน
4.บริษัทต่างชาติที่ร่วมทุนกับคนไทยออกไปตั้งบริษัทใหม่เพื่อทำผลิตภัณฑ์และรับออร์เดอร์จากบริษัทเดิม
ดังนั้น ส.อ.ท.และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยได้ร้องต่อภาครัฐใน 5 ประเด็น คือ 1.ให้ภาครัฐส่งสัญญาณสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 2.อุตสาหกรรมที่คนไทยสามารถผลิตได้ไม่ควรให้การส่งเสริมการลงทุนกับต่างชาติ 3.ให้การส่งเสริมการลงทุนเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถผลิตได้ในไทย 4.ไม่ควรให้การส่งเสริมการลงทุนกิจการที่เข้ามาแบบไม่เป็นมิตร เช่น ลูกค้าเข้ามาเทกโอเวอร์ และ 5.ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนของผู้ผลิตไทย
เช่นถ้าชิ้นส่วนของไทยมากจะได้บีโอไอมาก อย่างไรก็ตาม รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้และจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา แต่เราก็ต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ให้กระทบต่อการเข้ามาลงทุนของต่างชาติประเสริฐ กล่าว
ด้าน “เจน นำชัยศิริ” รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า เอกชนต้องการให้ภาครัฐส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการญี่ปุ่นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจะย้ายฐานผลิตเข้ามาในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และธุรกิจไทยโดยเฉพาะที่เป็นเอสเอ็มอีอำนาจต่อรองน้อย โดยปัญหาดังกล่าวมากขึ้น และพบว่าไม่ได้พบเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ แยังพบในอุตสาหกรรมอื่นที่ญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยมาก เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเอกชนไทยจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับองค์กรทางการค้าของญี่ปุ่นในไทยด้วย เช่น องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และหอการค้าญี่ปุ่น (เจซีซี) นอกจากนั้นอยากให้ภาครัฐดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ต่างชาติมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการให้การส่งเสริมการลงทุน ซึ่งอาจจะทำออกมาเป็นรายงานประจำปีว่าแต่ละปีดำเนินการอะไรบ้าง ให้
“พูลศักดิ์ วุฒิกุล” อุปนายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า การผลิตชิ้นส่วนของผู้ประกอบการไทยถือว่าได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเช่นกรณีของชิ้นส่วนรถปิคอัพที่มกรผลิตป้อนให้หลายค่าย เช่น จีเอ็ม ฟอร์ด มิตซูบิชิ และอีซูซุ ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มีอยู่ประมาณ 2,500 ราย มีการจ้างงานโดยรวมราว 1 ล้านคน
โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ ไทยต้องการให้ภาครัฐพิจารณาการให้การส่งเสริมรอบคอบมากขึ้นเพราะปัจจุบันส่งเสริมต่างชาติเต็มที่มาก เทียบกับบางประเทศเช่นอินโดนีเซียแม้จะส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์มากแต่ก็ตั้งเงื่อนไขให้ต่างชาติต้องให้ประโยชน์กับประเทศมาก เช่นการร่วมทุนก็ต้อง 50ต่อ 50 และต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี
“เราไม่ค่อยห่วงเรื่องแรงงานเพราะมีงานทำอยู่แล้ว แต่ผู้ประกอบการไทยจะไม่เหลือ อย่างที่เคยเห็นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการ์เมนท์มาแล้วที่เมื่อแรงงานเราไม่ถูกแล้วเขาก็ยกเทคโนโลยีหนีไปที่อื่น เราไม่อยากเห็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ เป็นแบบนั้น” พูลศักดิ์ กล่าว
“ผู้ประกอบการไทยที่สร้างธุรกิจมาด้วยตัวเอง และต่อมามีบุคคลที่3 เข้ามาร่วมทุน ซึ่งหากเข้าปฏิเสธก็อาจจะถูกกีดกันผู้ซื้อไม่ยอมซื้อสินค้า ถ้ามันเกิดจากการที่ราคาและคุณภาพของไทยต่ำเราก็โอเคแต่นี่เราสามารถผลิตได้ตามมาตรฐานสากล”
ทั้งนี้ ที่ไทยต้องเข้มงวดเรื่องนี้มากขึ้นเพราะปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสถานะที่ไม่ได้ต้องการการจ้างงานแต่กลับมาปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้วยซ้ำ แต่ที่ต้องการคือลงทุนที่เข้ามายกระดับการพัฒนาทางเทคโลยีของประเทศ







