posttoday
เชื่อมั่นอุตฯก.ค.ต่ำสุด20เดือน

เชื่อมั่นอุตฯก.ค.ต่ำสุด20เดือน

18 สิงหาคม 2556

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์เศรษฐกิจภาครัฐมีทั้งเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และเรื่องที่มีแนวโน้มจะส่งผลดีต่อประชาชน

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์เศรษฐกิจภาครัฐมีทั้งเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และเรื่องที่มีแนวโน้มจะส่งผลดีต่อประชาชน เรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) แตะระดับต่ำสุดในรอบ 20 เดือน

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ลดฮวบ

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ลดลงมาอยู่ที่ 91.9 ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 20 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554 ซึ่งเป็นช่วงเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัย โดยดัชนีเดือนดังกล่าวต่ำสุดที่ 87.5

สาเหตุที่ความเชื่อมั่นลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อสถานการณ์กำลังซื้อในประเทศที่ลดลงจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ประกอบกับมีปัจจัยลบเรื่องราคาน้ำมัน ภาวะเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์การเมืองในประเทศ สังเกตว่ายอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิต และผลประกอบการภาคธุรกิจ ลดลงทั้งสิ้น

นอกจากนี้ จากที่ ส.อ.ท.เคยคาดว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตที่ 5% พอผ่านช่วงครึ่งปีแรกก็ปรับเหลือ 4.54.8% แต่ถึงขณะนี้คาดว่าจะโตได้เพียง 4.5% แล้ว

แนวทางแก้ปัญหานั้น ภาครัฐควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพิ่มกำลังซื้อของภาคประชาชน โดยต้องดูแลราคาสินค้าเกษตร และเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ทั้งโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กลับมา

ด้าน นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นเดือนแรกในรอบ 15 เดือนที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 แสนคัน โดยอยู่ที่ 9.82 หมื่นคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 25.4%

เล็งเลิกสัมปทานรถร่วมฯ

หลังจากที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ได้ทดลองนั่งรถเมล์สาย 8 ด้วยตัวเอง เนื่องจากเป็นสายที่มีการร้องเรียนการบริการเข้ามามากที่สุด จึงได้เข้าหารือกับผู้ประกอบการรถเอกชนร่วมบริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และมีแนวโน้มจะปรับรูปแบบการให้บริการจากปัจจุบันที่ใช้วิธีให้สัมปทานเดินรถแก่ผู้ประกอบการ เป็นใช้วิธีการจ้างเดินรถแทน เพื่อแก้ไขปัญหาบริการไม่ได้คุณภาพ

สำหรับปัญหาการบริการที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากพนักงานรถร่วมบริการไม่มีเงินเดือนและมีรายได้จากการเก็บค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว ประกอบกับได้รับผลกระทบจากรถเมล์ของ ขสมก. ซึ่งเก็บค่าบริการถูกกว่า จึงต้องแข่งขันกันวิ่งรับผู้โดยสารด้วยความเร็ว

ทั้งนี้ การจ้างเดินรถแทนให้สัมปทานนั้น เป็นแนวทางที่เกาหลีใต้เคยดำเนินการมาก่อน หลังจากประสบปัญหาเดียวกับไทย และสามารถแก้ไขปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม กรณีของไทยจะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี จึงจะเห็นทิศทางชัดเจน

เบื้องต้นได้สั่งการให้รถแต่ละคันติดหมายเลขรถให้ชัดเจนเพื่อให้ทราบว่าเป็นรถคันที่เท่าไร หากเกิดปัญหา ประชาชนจะได้จดจำและร้องเรียนได้ง่าย นอกจากนี้จะส่งสายตรวจลงพื้นที่ด้วย ระหว่างรอมาตรการดำเนินการที่ชัดเจน

พาณิชย์ไม่ฟันพร้อมคืนเงินข้าว

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลใช้เงินในการรับจำนำข้าว 2 ปี คือ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี และนาปรัง ฤดูกาล 2554/2555 และฤดูกาล 2555/2556 รวมไม่เกิน 6.5 แสนล้านบาท

ภายในสิ้นปี 2556 จะปรับตัวเลขดังกล่าวให้เหลือ 5 แสนล้านบาท ตามกรอบการใช้เงินที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไว้ ประกอบด้วย เงินกู้ 4.1 แสนล้านบาท เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 9 หมื่นล้านบาท โดยจะหาเงินจากหลายแหล่งมาคืนกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม จะส่งเงินคืนตามแผนระบายข้าวจนถึงสิ้นปี 2 แสนล้านบาท ได้หรือไม่นั้น กำลังพิจารณาตัวเลขอยู่

ขณะที่ นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า หากภาครัฐไม่ยกเลิกโครงการจำนำข้าว ข้าวไทยก็คงไม่มีอนาคต เพราะโครงการดังกล่าวแทรกแซงกลไกตลาด ส่งผลต่อการระบายสต๊อกและคุณภาพข้าวไทย อีกทั้งชาวนาไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มีวิธีการจัดการสินค้าเกษตรหลายวิธี ภาครัฐสามารถศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ได้

สั่งชดเชยเงินร้านก๊าซ

หลังจากมีการอนุมัติแผนการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน 14 ครั้ง ครั้งละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม รวม 6.69 บาทต่อกิโลกรัม เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ ล่าสุด นายสมนึก บำรุงสาลี รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ได้หารือกับผู้ค้ารายใหญ่และร้านก๊าซรายย่อย ถึงการเตรียมพร้อมแนวทางการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ ต้องสำรองเงินที่ต้องจ่ายชดเชยให้กับร้านค้าก๊าซหุงต้มที่ต้องจำหน่ายแอลพีจีในราคาเดิมให้กับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่ให้เกิดภาระกับร้านก๊าซ กรณีมีผู้ไปใช้สิทธิซื้อแอลพีจีในราคาเดิม ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าจะต้องใช้วงเงินรวมเท่าใด เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนประชาชนที่ใช้สิทธิ

ด้าน นายสุรงค์ บูลกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน ส.อ.ท. กล่าวว่า การปรับครั้งนี้มีผลกระทบน้อย เพียงทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลดการอุดหนุนลงเท่านั้น

ขณะเดียวกันเครือข่ายประชาชนเจ้าของพลังงานไทย นำโดย นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการขึ้นราคาแอลพีจี และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบต้นทุนก๊าซแอลพีจีที่แท้จริง หากไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องจะรวมตัวกันหน้าสำนักงานใหญ่ ปตท. ในวันที่ 23 ส.ค.

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ