
ธปท.ยันข้อมูล หนี้ครัวเรือนพุ่ง สูงเกิน8ล้านล.
“ประสาร” แจงหนี้ครัวเรือนจริงสูงกว่าที่ ธปท.รายงาน ยันเก็บตัวเลขข้อมูลถูกต้องตามหลักสากล
“ประสาร” แจงหนี้ครัวเรือนจริงสูงกว่าที่ ธปท.รายงาน ยันเก็บตัวเลขข้อมูลถูกต้องตามหลักสากล
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การนิยามหนี้ครัวเรือนของ ธปท.นั้น ครอบคลุมทั้งสินเชื่อที่ปล่อยให้บุคคลธรรมดาและกิจการขนาดเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่เป็นสากลใช้กันอยู่ทั่วโลก
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากหนี้ครัวเรือนในระบบทั้งหมด 8 ล้านล้านบาทนั้น พบว่าเป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงินราว 3.8 ล้านล้านบาท หนี้ของธนาคารเฉพาะกิจ 2 ล้านล้านบาท หนี้ในระบบสหกรณ์ 1 ล้านล้านบาท หนี้ในระบบสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) และอื่นๆ อีก 1 ล้านล้านบาท
“หนี้ที่ ธปท.ดูแลมีเพียงหนี้ในระบบสถาบันการเงินเท่านั้น ยังมีหนี้ส่วนอื่นอยู่นอกเหนืออำนาจของ ธปท. เช่น หนี้นอกระบบที่เป็นครัวเรือนเช่นกัน” นายประสาร กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ธปท.เป็นห่วงการเร่งตัวของหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จาก 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็น 80% ของจีดีพี หรือประมาณ 8 ล้านล้านบาท จากมูลค่าจีดีพี 10 ล้านล้านบาท
“ในปริมาณหนี้ทั้งหมด 8 ล้านล้านบาท เป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจเพียงแค่ 2% ทำให้แม้จะมีการหักลบออกไปแล้ว สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยก็ยังสูงอยู่ถึง 78% นับเป็นอัตราการเร่งตัวที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นรายได้ของประชาชนค่อนข้างมาก ธปท.จึงเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนในอนาคต” นายประสาร กล่าว
อย่างไรก็ดี ยังมองว่าตัวเลขระดับหนี้ในปัจจุบันยังไม่รุนแรง จนถึงขั้นที่ ธปท.ต้องออกมาตรการพิเศษมาดูแล หากออกมาตรการในยามที่ยังไม่จำเป็น อาจกระทบต่อการอุปโภคบริโภคที่กำลังชะลอตัวให้ลดลงมากยิ่งขึ้นไปอีก
นายประสาร กล่าวว่า จากความกังวลถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ธปท.จึงได้ให้ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) เร่งรณรงค์ผ่านสื่อให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่าย อย่าก่อหนี้สูงเกินตัว และรู้จักเก็บออม ผ่านโครงการ “รู้จักแบ่ง ก็ไม่ต้องแบกหนี้” เพื่อป้องกันปัญหา เพราะหากระดับหนี้ครัวเรือนไทยรุนแรงขึ้นจนถึง 85% ของจีดีพี ไทยอาจประสบปัญหาเหมือนสหรัฐ ที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนก่อเกิดวิกฤต เพราะไม่สามารถขายสินทรัพย์ เช่น บ้านและรถยนต์เพื่อเสริมสภาพคล่องได้
นายประสาร กล่าวอีกว่า การดูแลเศรษฐกิจในเวลานี้จำเป็นต้องสร้างความสมดุลใน 3 ด้าน คือ หนี้ภาคธุรกิจ หนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือน ซึ่งหากพิจารณาจากหนี้ครัวเรือนในระบบทั้งหมด 8 ล้านล้านบาท นั้น พบว่าเป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงินราว 3.8 ล้านล้านบาทหนี้กับธนาคารเฉพาะกิจอยู่ 2 ล้านล้านบาท หนี้ในระบบสหกรณ์ 1 ล้านล้านบาท หนี้ในระบบนันแบงก์และอื่นๆ อีก 1 ล้านล้านบาท โดยหนี้ที่ธปท.ดูแลมีเพียงหนี้ในระบบสถาบันการเงินเท่านั้น ยังมีหนี้ส่วนอื่นยังอยู่นอกเหนืออำนาจของธปท.
ดังนั้น จึงอยากให้ทุกภาคส่วนอยู่ในความไม่ประมาทและให้ความสำคัญในการดูแลอัตราการก่อหนี้ ส่วนหนี้สาธารณะที่มีอยู่ในระดับ 44% ของจีดีพี ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ เช่นเดียวกับหนี้ภาคเอกชนที่ระดับหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับ 2 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าช่วงปี 2540 ที่สูงถึง 89 เท่า ดังนั้น หนี้ครัวเรือนจึงกลายเป็นปัญหาหลักที่ต้องเฝ้าระวัง







