
สสวท.เชื่อเศรษฐกิจฟื้นดันโครงการช่วยเอสเอ็มอี
แม่ทัพ สสวท. พร้อมดันเอสเอ็มอีไทย 2.8 ล้านราย สู่ชัยชนะในอาเซียน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
แม่ทัพ สสวท. พร้อมดันเอสเอ็มอีไทย 2.8 ล้านราย สู่ชัยชนะในอาเซียน
เปิดมุมมอง “เพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด” นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สสวท.) ถึงภาพรวมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ของประเทศไทยจำนวน 2.6 ล้านราย แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังและอนาคตเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
เพ็ญทิพย์ กล่าวว่า แนวโน้มเอสเอ็มอีไทยในครึ่งปีหลังสดใสมาก เพราะมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้เอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกหรือเอสเอ็มอีในกลุ่มที่รับจ้างผลิตสินค้ามียอดขายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับรัฐบาลให้ความสำคัญกับแผนกระตุ้นและให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี
ขณะที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ ทำให้กำลังซื้อประชาชนสูงขึ้น จึงคาดว่าจะทำให้เอสเอ็มอีจะอยู่รอดและไม่ปิดตัวลง รวมทั้งมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่สนใจเข้าทำธุรกิจมากขึ้น
สำหรับภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก และผลกระทบจากค่าแรง 300 บาทต่อวัน ทำให้ส่งออกลดลง เศรษฐกิจในประเทศและกำลังซื้อหดตัว แต่ทุกรายยังสามารถประกอบธุรกิจได้ต่อไป ยังไม่ปิดตัวลง เพราะต้องการรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร รวมทั้งผู้ประกอบการได้ปรับตัวหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดหลักที่มีปัญหา
“ประเมินว่าในครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทยกลับมาเปิดกิจการใหม่จำนวน 2 แสนราย ทำให้สิ้นปี 2556 คาดว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศจำนวน 2.8 ล้านราย เท่ากับต้นปี 2555”
ส่วนในปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้มีจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2.6 ล้านราย ซึ่งในช่วงปลายปี 2555 ผู้ประกอบการลดลงอย่างมาก เพราะผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สมาคมได้เตรียมแผนเพื่อกระตุ้นตลาดเอสเอ็มอีในประเทศ ด้วยการจัดศูนย์จำหน่ายและกระจายสินค้าเอสเอ็มอีในแต่ละจังหวัด หรือในหัวเมืองหลักของประเทศ เพื่อให้มีแหล่งรวบรวมสินค้าของเอสเอ็มอี หรือโอท็อป ทุกจังหวัด เพราะที่ผ่านมาประชาชนไม่รู้ว่าจะไปเลือกซื้อสินค้าเอสเอ็มอีหรือโอท็อปที่ใด
ศูนย์ดังกล่าวนอกจากจะเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าแล้ว จะเป็นแหล่งเรียนรู้และให้คำปรึกษาแก่เอสเอ็มอีรายใหม่และเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาการทำธุรกิจ ในรูปแบบพี่สอนน้อง คาดว่าจะเปิดศูนย์ต้นแบบแห่งแรกที่ จ.ชลบุรี ซึ่งการเปิดศูนย์ในครั้งนี้ เพราะต้องการผลักดันความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างเต็มที่ เพราะหากรอความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนจากภาครัฐในทุกเรื่องอาจช้าเกินไป
นอกจากนี้ มีเป้าหมายจะระดมทุนจากสมาชิกในสมาคม รายละประมาณ 1 ล้านบาท รวม 1,000 ราย เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนของเอสเอ็มอี วงเงินเบื้องต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีของสมาคม และมีแผนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ และอยู่ระหว่างการเลือกพื้นที่เปิดใน จ.ชลบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น และยโสธร พื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่
รวมทั้งสนใจร่วมมือกับกลุ่มทุนเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นเพื่อเปิดนิคมอุตสาหกรรมร่วมกัน เพราะมีเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นจำนวนมากเตรียมย้ายฐานการผลิตมาในไทย โดยการเข้ามาของกลุ่มทุนเอสเอ็มอีญี่ปุ่น จะไม่มีผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทย เพราะสามารถขยายความร่วมมือพัฒนาสินค้าร่วมกันได้ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจและทำให้เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ความรู้ที่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นมีมาร่วมพัฒนาธุรกิจได้ระยะยาว และทำให้เอสเอ็มอีไทยพร้อมแข่งขันเมื่อเปิดเออีซีในปี 2558
เพ็ญทิพย์ กล่าวว่า อยากปรับแนวคิดให้เอสเอ็มอีมุ่งพัฒนาสินค้า ใช้นวัตกรรมใหม่ เพื่อให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้น เพราะการที่สินค้ามีนวัตกรรมใหม่จะทำให้ผู้บริโภคชื่นชอบและเลือกซื้อสินค้าต่อเนื่อง แต่หากไม่ปรับสินค้าและผลิตสินค้าแบบเดิม โอกาสที่จะอยู่รอดและแข่งขันได้จะเป็นไปได้ยาก
นอกจากนี้ อีกแนวทางที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอี คือ การเข้ามาช่วยเหลือด้านเงินทุนจากภาครัฐ ด้วยการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี วงเงินกองทุน 2 หมื่นล้านบาท เพราะไม่มีกองทุนถาวรที่ให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีทุกด้าน แม้ว่าที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะเป็นหน่วยงานหลักให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่วงเงินให้ความช่วยเหลือไม่สูงมากนัก
ซึ่งการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีจะทำให้ เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งด้านเงินทุน เพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันเอสเอ็มอีรายเล็กและรายใหม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนมากที่สุด โดยการจัดตั้งกองทุนในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องหลักที่จะผลักดันให้ภาครัฐจัดตั้งกองทุนให้ได้
อีกทั้งกำลังมุ่งส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยไปค้าขายในชายแดนของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เพราะตลาดกำลังเติบโตและต้องการสินค้าไทยสูงมาก โดยการไปค้าขายสินค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน สามารถดำเนินการผ่านเครือข่ายและพันธมิตรการค้าในชายแดน เชื่อว่าเอสเอ็มอีไทยที่พร้อมปรับตัวและขยายตลาดใหม่จะอยู่รอดและแข่งขันได้เมื่อมีการเปิดเออีซี และแข่งขันในตลาดโลกได้







