posttoday
ขายตรง

ขายตรง

16 สิงหาคม 2556

การยกร่างกฎหมายขายตรง หรือ พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ถูกหยิบยกมาพูดถึงเพื่อให้แก้ไขกฎหมายหลายประเด็น หากจะผลักดันธุรกิจขายตรงไทยปีนี้ จากมูลค่า 6.8 หมื่นล้านบาท ให้แตะระดับ 1 แสนล้านบาท ในปี 2559 หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากมีบริษัทข้ามชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจคนไทยก็สยายปีกไปต่างแดนมากขึ้น

การยกร่างกฎหมายขายตรง หรือ พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ถูกหยิบยกมาพูดถึงเพื่อให้แก้ไขกฎหมายหลายประเด็น หากจะผลักดันธุรกิจขายตรงไทยปีนี้ จากมูลค่า 6.8 หมื่นล้านบาท ให้แตะระดับ 1 แสนล้านบาท ในปี 2559 หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากมีบริษัทข้ามชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจคนไทยก็สยายปีกไปต่างแดนมากขึ้น

จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยกร่างแก้ไขกฎหมายขายตรง โดยเฉพาะประเด็นที่ธุรกิจจะรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่มูลค่าของตลาดจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น ผู้ประกอบการขายตรงไทยต้องเร่งปรับตัว เช่น การจัดทำข้อมูลของสินค้าขายตรง ที่จะต้องใช้รหัสสากลมาดำเนินการ (จีเอสวัน) หรือรหัสบาร์โค้ด ซึ่งเป็นมาตรฐานโลกมาใช้ เพื่อให้รู้รายละเอียดของสินค้า และเป็นการป้องกันสินค้าลอกเลียนแบบ

“จีเอสวัน เป็นรหัสสากล มีตัวเลข 13 หลัก โดยจะรู้ที่มาที่ไปของสินค้า โดยเลข 3 หลักแรกนั้นจะทำให้ทราบว่าสินค้ามาจากประเทศไทย ตัวเลข 5 หลักต่อมาเป็นข้อมูลของผู้ประกอบการ ตัวเลขถัดมาอีก 4 หลักจะเป็นรายละเอียดของประเภทสินค้า และ 1 หลักสุดท้ายจะเป็นการลงทะเบียนสินค้า ซึ่งปัจจุบันสินค้าขายตรงในไทยมีการนำมาเพียง 5 บริษัทเท่านั้น” จิรชัย กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการโฆษณาที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีดาวเทียม ที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจทั้งกับ 1.ผู้ผลิตสินค้า 2.สื่อ และ 3.ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งจะเรียกผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงเข้ามาร่วมฟังสัมมนา ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 ส.ค. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อรับฟังความคิดเห็น อีกทั้ง สคบ.อยู่ระหว่างการให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เร่งศึกษาภาพรวมของธุรกิจขายตรงในไทย รวมไปถึงการรวมสมาคมการขายตรงในไทยให้เป็นสมาคมเดียว จากที่มี 4 สมาคม ปัจจุบันมีบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนกับ สคบ.แล้ว 380 บริษัท ณ วันที่ 30 ก.ค. 2556

กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวว่า ธุรกิจเครือข่ายมีโอกาสเติบโตสูงมากรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขณะนี้ทางสมาคมได้เร่งวาง 4 กลยุทธ์หลัก คือ 1.ส่งเสริมภาพลักษณ์ 2.สมาชิกแต่ละบริษัทต้องมีคุณภาพ 3.ต้องเกิดธรรมาภิบาลในธุรกิจ และ 4.เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าธุรกิจขายตรงในไทยเติบโตต่อเนื่องปีละ 10% และเติบโตสูงสุดในปี 2552 ถึง 18%

ทั้งนี้ คาดว่าตัวเลขของธุรกิจขายตรงรวม 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งธุรกิจเครือข่ายจะเติบโตได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร กำลังซื้อของผู้บริโภค และการยอมรับของคนในสังคม โดยปัจจุบันธุรกิจขายตรงเติบโตสูงสุดใน 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รองลงมาเป็นประเทศที่เกิดใหม่ อย่างในอาเซียน ประเทศมาเลเซียถือเป็นประเทศที่เติบโตสูงสุด

ขณะที่ในไทยมีประชากร 68 ล้านคน แต่กำลังซื้อของไทยนั้นถือว่าต่ำอยู่ที่ 8,100 บาทต่อคนต่อปี และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ซึ่งรูปแบบการทำตลาดนั้น บริษัทขายตรงไทยส่วนใหญ่จะทำการตลาดรูปแบบเอ็มแอลเอ็ม หรือขายตรงหลายชั้น 80% รูปแบบเอสแอลเอ็ม หรือขายตรงชั้นเดียว 18% ที่เหลืออื่นๆ 2% โดยสินค้าที่ทำตลาดได้ดีจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ รองลงมาเป็นสินค้าประเภทเครื่องสำอางและความงาม

กิจธวัช ยังย้ำอีกว่า สังคมไทยในปี 2563 จะกลายเป็นสังคมที่มีคนสูงอายุมากขึ้น ซึ่งจะมีกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใหม่ที่เกิดขึ้นมารองรับกับกลุ่มผู้บริโภคในกลุ่มนี้มากขึ้น รวมไปถึงสินค้าหลายอย่างจะเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม หรือสกัดจากธรรมชาติมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้โอกาสในการเติบโตในธุรกิจขายตรงยังมีสูงมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท