
โอท็อปไทยต้องเน้นพัฒนาบรรจุภัณฑ์ (ตอนจบ)
บรรจุภัณฑ์ที่ดีในสายตาของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญต่อวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบบรรจุที่ส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษ มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 41 ของวัสดุดิบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในญี่ปุ่น เหตุผลเพราะราคาถูก จัดรูปทรงได้ง่าย พลาสติก ประมาณร้อยละ 22 เป็นที่นิยมรองลงมาจากวัตถุดิบประเภทกระดาษ ถึงแม้จะมีราคาแพงขึ้น แต่มีความพิเศษสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้มาก บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง ประมาณร้อยละ 20 บรรจุภัณฑ์ทำจากไม้ ประมาณร้อยละ 4 ทำจากแก้ว ประมาณร้อยละ 3 และวัตถุดิบอื่นๆ ประมาณร้อยละ 6
บรรจุภัณฑ์ที่ดีในสายตาของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญต่อวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบบรรจุที่ส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษ มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 41 ของวัสดุดิบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในญี่ปุ่น เหตุผลเพราะราคาถูก จัดรูปทรงได้ง่าย พลาสติก ประมาณร้อยละ 22 เป็นที่นิยมรองลงมาจากวัตถุดิบประเภทกระดาษ ถึงแม้จะมีราคาแพงขึ้น แต่มีความพิเศษสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้มาก บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง ประมาณร้อยละ 20 บรรจุภัณฑ์ทำจากไม้ ประมาณร้อยละ 4 ทำจากแก้ว ประมาณร้อยละ 3 และวัตถุดิบอื่นๆ ประมาณร้อยละ 6
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ในตลาดญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ คือ ออกแบบให้เด่นสะดุดตา ออกแบบให้สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้เข้าใจสินค้าได้อย่างชัดเจน และออกแบบให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกที่ดีต่อสินค้า (Admiration)
ผู้ประกอบการญี่ปุ่นยังมีความคำนึงที่สำคัญในการออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าที่แตกต่างกันตามเพศ ที่สะท้อนจากการเลือกใช้โทนสีแตกต่างกันตามลักษณะสินค้าและช่วงวัยของผู้บริโภค เป็นต้น
นอกจานี้ ผู้ประกอบการญี่ปุ่นเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ที่ผู้ประกอบการจะต้องพยายามใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด มีการนำหลักการ 3 R (Reduce, Reuse, Recycle) มาประยุกต์ใช้ การมุ่งเน้น Ecodesign เป็นสำคัญ เช่น ใช้วัสดุที่บางขึ้น นำมา Recycle ใช้ได้อีก เป็นต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการญี่ปุ่นเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการบรรจุภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ให้สามารถเปิดของบรรจุภัณฑ์หาได้ง่าย มีสัญลักษณ์บอกอย่างชัดเจน คำบรรยายสินค้าบนบรรจุภัณฑ์อ่านเข้าใจได้ง่าย ตัวอักษรใหญ่ เพียงพอ สามารถแยกความแตกต่างของขวดหรือบรรจุภัณฑ์ได้ง่าย เช่น ขวดนม ขวดน้ำผลไม้ ขวดแชมพู เป็นต้น สามารถเปิดได้สะดวก สามารถหยิบจับได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่มีแรงบีบจับภาชนะไม่มาก ไม่ลื่นหล่นง่าย
ดังนั้น หากผู้ประกอบการโอท็อปของไทยสามารถประยุกต์เอาองค์ความรู้และกรณีศึกษาต่างๆ จากแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรณีศึกษาประเทศญี่ปุ่นนำมาใช้ เนื่องจากต้นกำเนิดของโครงการโอท็อปก็มาจากโครงการ OVOP (One Village One Product) ในจังหวัดโออิตะของญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาด ซึ่งจะเป็นการสร้างความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขันในยุค AEC ที่ดี







