
เสริมแกร่งจีเอ็มเอสกุญแจสู่ความสำเร็จเออีซี
ในห้วงเวลาที่ผู้คนกำลังเห่อกระแสอาเซียน กรอบความร่วมมืออื่นๆ จึงถูกหันเหความสนใจไป
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ในห้วงเวลาที่ผู้คนกำลังเห่อกระแสอาเซียน กรอบความร่วมมืออื่นๆ จึงถูกหันเหความสนใจไป ทั้งที่มีความสำคัญในฐานะจิ๊กซอว์ที่จะเติมเต็มภาพรวมให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ที่ประกอบด้วย จีนตอนใต้ (มณฑลยูนนานและกวางสี) ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า
อภิรดี ตันตราภรณ์ ประธานบริหารสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองว่า กลุ่มจีเอ็มเอสมีความสำคัญเพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดและพึ่งพิงกันมาตลอด ทั้งในแง่วัตถุดิบที่ไทยสามารถนำมาผลิตต่อในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการแบ่งปันเทคโนโลยีด้านการผลิตร่วมกัน เพื่อผลิตสินค้าส่งขายในประเทศที่ 3 ซึ่งเป็นเป้าหมายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ใหญ่กว่าการซื้อขายในภูมิภาค ประกอบกับมี 2 มณฑลของจีนที่เป็นตลาดสำคัญ จีเอ็มเอสจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เออีซีประสบความสำเร็จและไม่ควรมองข้าม
นอกจากนี้ หลายประเทศในกลุ่มจีเอ็มเอสเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงพม่าที่เพิ่งเปิดประเทศ ต่างก็พึ่งพาสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย แม้ในอนาคตอาจมีสินค้าหลั่งไหลมาจากที่อื่นๆ มากขึ้น แต่ในฐานะที่ไทยเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิด จึงน่าจะใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศเหล่านี้คุ้นเคยกับสินค้าไทย
ขณะที่การเสริมแกร่งให้ประเทศในจีเอ็มเอสจะช่วยผลักดันการเติบโตและเป็นประโยชน์ต่ออาเซียนโดยรวม ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน คือ การลดช่องว่างการพัฒนาระหว่าง 6 ประเทศแรก และกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ซึ่งปัจจุบันช่องว่างของเวียดนามเริ่มแคบลงแล้ว ดังนั้น ไทยจึงควรมีบทบาทช่วยพัฒนาเพื่อนบ้านในกลุ่มนี้ เพราะจะสร้างประโยชน์แบบวินวิน เช่น การช่วยพัฒนาระบบธนาคารกลาง หรือการนำบุคลากรเพื่อนบ้านมาเรียนรู้ระบบต่างๆ ของไทยเมื่อประเทศกลุ่มนี้มีระบบใกล้เคียงกันก็จะสะดวกมากขึ้น
อุปสรรคสำคัญ คือ แต่ละประเทศยังมีแนวคิดกีดกันการค้าจากต่างประเทศ ทั้งระดับข้าราชการและประชาชน ซึ่งจะส่งผลต่อการรวมตัวกัน ดังนั้น จึงต้องทำให้ประชาชนเห็นภาพการพึ่งพากันในห่วงโซ่อุปทาน ที่ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์จากการที่พรมแดนเปิดกว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายหลายเรื่องที่จะตามมาพร้อมกับการเติบโตของเมืองใหญ่ตามแนวชายแดน เช่น ขยะ อาชญากรรม สิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษา เพราะคนไทยรู้จักเพื่อนบ้านน้อย จึงต้องเสริมหลักสูตรเรื่องเพื่อนบ้านให้เด็กๆ เข้าใจมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับการทำงานของภาครัฐให้บูรณาการกันมากขึ้น
ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา ระบุว่า กลุ่มจีเอ็มเอสอยู่ติดกับไทย ซึ่งช่วยเติมเต็มสิ่งที่แต่ละฝ่ายยังขาดอยู่ ทั้งในแง่สินค้าและบุคลากร หากไทยบวกกับจีเอ็มเอสจะมีพลังมากขึ้น ในเชิงนโยบายไทยก็ต้องการทำงานกับจีเอ็มเอสเพื่อเสริมสร้างพลัง เพราะจะเป็นอาเซียนบนฝั่งที่มีเศรษฐกิจแข็งแรง เมื่อบวกกับอาเซียนในฝั่งทะเล จะยิ่งทำให้อาเซียนแข็งแกร่งมากขึ้น
ไทยให้ความสำคัญกับจีเอ็มเอส เพราะเป็นฐานผลิตเบื้องต้นที่ทำให้เศรษฐกิจใหญ่ขึ้น และสิ่งที่พยายามทำกันอยู่ คือ การสร้างพลวัตให้ขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ การสร้างความเชื่อมโยง พัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ และจัดการกฎระเบียบต่างๆ ที่เอื้อต่อการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งยังต้องเพิ่มความสามารถในการนำกฎระเบียบไปใช้ ทั้งการอบรมบุคลากร ความสามารถด้านภาษา เทคโนโลยี ไม่เช่นนั้นอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้ความสำเร็จอาจล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการวิจัยของสถาบันฯ พบว่า การส่งออกและนำเข้าของไทยกับกลุ่มจีเอ็มเอสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยไทยส่งออกไปเวียดนามมากสุด และนำเข้าจากพม่ามากสุด ขณะที่การค้าชายแดนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยไทยส่งออกชายแดนกับลาวและกัมพูชามากสุด และนำเข้าจากพม่ามากสุด
ขณะที่กัมพูชาส่งออกไปเวียดนามมากที่สุด แต่นำเข้าจากไทยมากกว่า และกัมพูชาค้าชายแดนกับไทยมากกว่าเวียดนาม เพราะด่านต่างๆ สะดวกกว่าและไทยเป็นคู่ค้าสำคัญของลาว แต่ลาวค้าชายแดนกับเวียดนามมากกว่าไทย และเวียดนามเป็นนักลงทุนใหญ่สุดในลาว ส่วนพม่า ไทยเป็นคู่ค้าและนักลงทุนอันดับต้นๆ และเวียดนาม คู่ค้าหลัก คือ ไทย ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน แต่เวียดนามส่งออกไปเกาหลีใต้มาก และค้าชายแดนกับกัมพูชามากสุด
สำหรับผู้สนใจเรื่องนี้ สามารถร่วมงานสัมมนา “GMS และ AEC เกื้อหนุนกันอย่างไร” ในวันที่ 30 ส.ค.นี้ ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค รัชดา







