
ทันสถานการณ์
ไทยกล่อมสวิสดันสินค้าเกษตรอินทรีย์
ไทยกล่อมสวิสดันสินค้าเกษตรอินทรีย์
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การหารือร่วมกับ นางคริสทีเนอ ชราเนอร์ บูร์เกเนอร์ เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย โดยได้ขอความร่วมมือทูตสวิสให้ช่วยส่งเสริมและเผยแพร่สินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย รวมทั้งขอให้ช่วยพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมเพื่อเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณภาพ การบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์แบบบูรณาการ การรับรองมาตรฐานสินค้าตามระบบของสวิตเซอร์แลนด์ หรือระบบที่สวิตเซอร์แลนด์ยอมรับ และการลดข้อจำกัดกีดกันทางการค้าสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยในตลาดสวิตเซอร์แลนด์
ทั้งนี้ เพราะไทยมองว่าสวิตเซอร์แลนด์ยังไม่สามารถผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผัก ผลไม้เมืองร้อนต่างๆ ที่ไม่สามารถผลิตได้ในสวิตเซอร์แลนด์ และขาดแคลนผลผลิตในช่วงฤดูหนาว จึงเป็นโอกาสของสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยที่จะไปเจาะตลาดสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มสูงขึ้น และที่ผ่านมาสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์ส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลาทูน่าปรุงแต่ง ข้าว ถั่วลิสงปรุงแต่ง พืชผักสดแช่แข็ง ผลไม้และเงาะ ลำไย เป็นต้น
พาณิชย์จัดทัพเอสเอ็มอีสิ่งทอลุยญี่ปุ่น
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ญี่ปุ่นมีนโยบายลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากจีนและหาแหล่งนำเข้าใหม่นั้น กรมได้นำผู้ประกอบการค้าส่งย่านโบ๊เบ๊และแพลทินัมเข้าเจรจาการค้าและสำรวจตลาดในประเทศญี่ปุ่น โดยได้ผลตอบรับที่ดีมีคำสั่งซื้อ 28 ล้านบาท จาก 19 บริษัทไทยที่เดินทางร่วม ซึ่งการจัดคณะครั้งนี้นอกจากจะเพิ่มช่องทางการจำหน่าย พบบริษัทกลุ่มเป้าหมายโดยตรง สร้างเครือข่ายตัวแทนแล้ว ยังแสดงศักยภาพการออกแบบในสินค้าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ เครื่องหนังและรองเท้าไทยอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น (เจเทปปา) ที่มีอัตราภาษี 0% ประกอบกับเขตการค้าอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) จะทำให้ญี่ปุ่นสนใจร่วมลงทุนหรือตั้งฐานการผลิตในอาเซียน ซึ่งในเดือน ก.ย.นี้ นักลงทุนจากญี่ปุ่นจะมาดูงานโรงงานและสั่งผลิตสินค้าในโรงงานที่ไทยไปตั้งฐานการผลิตในอาเซียน คาดว่าจะช่วยผลักดันให้ญี่ปุ่นมีคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มมากขึ้น
เอเปกลดอุปสรรคท่องเที่ยวในภูมิภาค
นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การประชุมคณะทำงานด้านการท่องเที่ยว ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่ประชุมได้หารือเรื่องการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนข้อริเริ่มด้านการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอุปสรรคด้านการเดินทางภายในภูมิภาคเอเปก เพื่อนำไปสู่การเดินทางที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศสมาชิกจะได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
สำหรับความร่วมมือในสาขาการท่องเที่ยวคณะทำงานด้านการท่องเที่ยวเอเปกได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเอเปก พ.ศ. 25552558 เพื่อใช้เป็นแนวทางการดำเนินการ โดยมีเป้าหมาย 4 ประการ ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวในฐานะกลไกสำคัญในการเติบโตและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเปก 2.การเติบโตอย่างเท่าเทียมของอุตสาหกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยว 3.ความยั่งยืนของธุรกิจท่องเที่ยว 4.การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเปก
นายกสมาคมพืชสวนอัดรัฐจำนำข้าว
นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลทำให้เกิดผลเสียหายต่ออุตสาหกรรมข้าวไทย และการดำเนินโครงการรับจำนำยังทำให้เกิดการทุจริตอย่างมาก แต่รัฐบาลกลับไม่ดำเนินการสอบสวน เพื่อให้โครงการโปร่งใส ทำให้ขณะนี้รัฐบาลยังไม่สามารถปิดบัญชีโครงการฤดูกาลผลิต 2554/2555 ได้ และการรับจำนำข้าวในฤดูนาปี 2556/2557 ก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่า รัฐบาลจะกำหนดราคารับจำนำข้าวไว้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน สำหรับข้าวเปลือกเจ้า และ 2 หมื่นบาทต่อตัน สำหรับข้าวหอมมะลิ เหมือนปีที่ผ่านมาหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลมีปัญหาด้านงบประมาณ
นอกจากนี้ ผลเสียของโครงการรับจำนำข้าวยังทำให้ไทยเสียความเป็นผู้นำส่งออกข้าวอันดับ 1 ให้แก่อินเดียและเวียดนาม โดยข้าวไทยสูญเสียเอกลักษณ์ข้าว เนื่องจากมีการปะปนของข้าวหลายสายพันธุ์ที่รวมอยู่ในโกดังเดียวกันจนแยกแยะไม่ได้ว่าข้าวหอมปทุมธานี หรือข้าวชัยนาท หรือนำข้าวปทุมฯ ไปจำนำเป็นข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งปัญหาข้าวเสื่อมสภาพจากการเก็บเป็นเวลานาน ปัญหาเกษตรกรเร่งปลุกข้าวเพื่อเข้าโครงการทำให้ไม่มีการพักดินทำให้เกิดปัญหาดินเสีย โรคแมลงศัตรูข้าวระบาด ขาดการพัฒนาพันธุ์ข้าว การใช้เมล็ดพันธุ์มากเกินความจำเป็นและยังทำให้มีการนำข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกมาสวมสิทธิเข้าโครงการรับจำนำของไทยอีกด้วย เพื่อหวังส่วนต่างทางด้านราคารับจำนำที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาตลาดมาก รวมทั้งยังมีความพยายามจากที่จะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนเพื่อตั้งโรงสีข้าว แล้วนำข้าวเปลือกจากกัมพูชามาสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้มีการนำข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้านไหลเข้าไทยอีก







