
เปิดกลยุทธ์เถ้าแก่ไทยสร้างแบรนด์-คน-องค์กร
ในยุคที่การแข่งขันธุรกิจมีความรุนแรง ทั้งจากสินค้าในประเทศและต่างประเทศ ก้าวสู่เถ้าแก่ธุรกิจของสินค้าไทยเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องอาศัยทั้งจังหวะ โอกาส การบริหารจัดการ การสร้างแบรนด์ รวมถึงงบลงทุน กูรูแบรนด์ไทยและนักธุรกิจหน้าใหม่ร่วมกันถ่ายทอดถึงประสบการณ์ตลาดและเคล็ดลับความสำเร็จ
ในยุคที่การแข่งขันธุรกิจมีความรุนแรง ทั้งจากสินค้าในประเทศและต่างประเทศ ก้าวสู่เถ้าแก่ธุรกิจของสินค้าไทยเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องอาศัยทั้งจังหวะ โอกาส การบริหารจัดการ การสร้างแบรนด์ รวมถึงงบลงทุน กูรูแบรนด์ไทยและนักธุรกิจหน้าใหม่ร่วมกันถ่ายทอดถึงประสบการณ์ตลาดและเคล็ดลับความสำเร็จ
ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม เค เรสโตรองต์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสุกี้เอ็มเค เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจร้านสุกี้เอ็มเค บริษัทใช้เวลา 28 ปี สำหรับการลองผิดลองถูก เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งงานบัญชี การโฆษณา การสร้างแบรนด์ การบริหารร้านอาหาร
สำหรับการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร การก้าวเป็นเถ้าแก่หัวใจสำคัญ คือ การบริการที่ต้องทำจากหัวใจ และอาหารต้องมีคุณภาพ สะอาด ดีต่อสุขภาพ ทำให้เอ็มเคที่เป็นแบรนด์น้องใหม่ในตลาดในสมัยก่อน แต่สามารถยืนหยัดได้ถึงทุกวันนี้ มีสาขาทั้งหมด 600 สาขา และในปีนี้ตั้งเป้ามีรายได้ถึง 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท เพราะบริษัทมีหัวใจที่จะเอาชนะ รวมถึงต้องอาศัยเวลา และใช้ความอดทนต่อคำสบประมาทต่างๆ
สำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 มองว่าเป็นโอกาสการขยายธุรกิจของเอ็มเค รวมถึงผู้ประกอบการไทยใหญ่ขึ้น เพราะมีประชากรร่วม 600 ล้านคน
ฐิติวุฒิ์ บุลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำอัดลมเอส กล่าวว่า ขณะนี้เสริมสุขไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวอีกต่อไป หลังจากอยู่ภายใต้ร่มเงาของไทยเบฟ การบริหารธุรกิจที่ต้องสวมหมวกพนักงานคนหนึ่ง บทบาทหน้าที่ คือ ต้องตอบโจทย์ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งจากคู่ค้า พันธมิตร ผู้ถือหุ้น และผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เสริมสุขปั้นเอสในช่วงระยะเวลา 8 เดือน มีรายได้ 5,000 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่ง 15% และในปีแรกตั้งเป้ามีรายได้ 8,000 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 20% คือ ต้องมองให้ไกล และต้องลงรายละเอียด การสร้างแบรนด์ก็ต้องทำ การสร้างองค์กร หรือการสร้างคน ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
“การดำเนินธุรกิจต้องทำเป็นทีมเวิร์ก การสร้างคนไม่ใช่เพียงแค่สร้างตัวเรา แต่ต้องสร้างคนเพื่อถ่ายทอดลำดับกันไป แต่สิ่งสำคัญ คือ เมื่อโอกาสมาต้องใช้โอกาสอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งขณะนี้โอกาสเสริมสุขไม่ได้จำกัดพื้นที่เฉพาะในไทย แต่เป้าหมายของเรา คือ ขยายตลาดต่างประเทศ” ฐิติวุฒิ์ กล่าว
ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท อุ๊คบี ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า การเข้าสู่ธุรกิจจัดจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสทางการตลาด เนื่องจากมองว่าเป็นยุคที่เกิดสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และปีนี้ตลาดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท
“อัตราการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ หรือไม่ถึง 1% เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 25% ดังนั้นตลาดยังมีศักยภาพและเติบโต 20-30% ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำตลาดครองส่วนแบ่ง 80-90% อีก 5 ปี ตั้งเป้ามีรายได้ 1,000 ล้านบาท” ณัฐวุฒิ กล่าว
หัวใจของการเข้าสู่ธุรกิจและเป็นเถ้าแก่ เมื่อมองเห็นโอกาสต้องรีบเข้าทำให้เร็ว จับจองพื้นที่ให้ได้ก่อนใคร นอกจากนี้ต้องหาสินค้าที่คิดว่ามีความต้องการของตลาด หรือเมื่อวางสินค้าแล้วมีกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อแน่นอน ผมมองว่าธุรกิจเกิดใหม่ได้ตลอดเวลา อยู่ที่จังหวะและโอกาส ซึ่งปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท
แคทลียา ท้วมประถม ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไอเดียเล้าจน์ กรุ๊ป ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายการ์ดแต่งงาน กล่าวว่า โจทย์ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจของครอบครัวในฐานะเป็นเจเนอเรชันที่ 3 คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตอย่างยั่งยืน ในท่ามกลางที่สินค้าเหมือนกันหมด ดังนั้นการสร้างยอดขายจะแข่งกันที่ราคาอย่างเดียว
ขณะที่การปรับตัวของบริษัท คือ การหันมาเน้นงานออกแบบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคู่บ่าวสาวที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการสินค้าที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ซึ่งการเน้นงานออกแบบการ์ด ทำให้บริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและปรับราคาการ์ดแต่งงานจาก 10-20 บาทต่อใบ จนถึงสูงสุด 1,000 บาทต่อใบ
การทำธุรกิจเป็นการลองผิดลองถูก เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งถูกและผิดมาเป็นบทเรียน เพื่อเป็นฟูกเมื่อเวลาเราล้ม จะได้ไม่เจ็บและมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเมื่อบริษัทเติบโตหรือประสบความสำเร็จ อย่ามัวดื่มด่ำกับความสำเร็จ ต้องคิดหรือวางแผนธุรกิจเพื่อก้าวสู่ในสเต็ปต่อไป นั่นคือหัวใจของเถ้าแก่แบรนด์ไทย







