posttoday
เศรษฐกิจไทยสดใสช่วงสั้นรับญี่ปุ่นขนเงินลงทุน

เศรษฐกิจไทยสดใสช่วงสั้นรับญี่ปุ่นขนเงินลงทุน

15 สิงหาคม 2556

แม้ว่าระดับหนี้ภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดย...ดำรงเกียรติ มาลา

แม้ว่าระดับหนี้ภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเพิ่มจากระดับ 55% ในปี 2550 มาอยู่ที่ 78% ในปี 2555 และล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 80% ณ สิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างรวดเร็ว จนทำให้หลายคนอาจรำลึกภาพคลับคล้ายคลับคลาในช่วงก่อนวิกฤตใหญ่ครั้งก่อนขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ เฟรเดอริก นิวแมน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี เชื่อว่าเป็นเรื่องยากที่จะเกิดเหตุร้ายซ้ำรอยเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความแตกต่างจากในช่วงก่อนเกิดวิกฤตปี 2540 มาก ทั้งจากสัดส่วนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง สัดส่วนหนี้สินในสกุลดอลลาร์ที่ต่ำกว่าหนี้ในสกุลเงินบาท และการที่สถาบันการเงินไทยในปัจจุบันมีการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้นมาก

ขณะเดียวกัน ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลและมีผลให้ตลาดผันผวนในช่วงที่ผ่านมาอย่างการลดปริมาณการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ (คิวอี) ของสหรัฐ แม้จะเกิดขึ้นจริงก็คาดว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มากนัก เนื่องจากสหรัฐน่าจะใช้วิธีทยอยลดปริมาณเงินจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลงมาอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในรอบแรกก่อนจะยุติ ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยก็คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 612 เดือนเช่นกัน

อย่างไรก็ดี จุดสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจเอเชียรวมถึงไทย คือ การอัดฉีดเม็ดเงินมูลค่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่จะช่วยให้ยังมีปริมาณเงินต้นทุนต่ำไหลเข้ามาชดเชยเม็ดเงินของสหรัฐที่หดหายไป ซึ่งเป้าหมายหลักที่ญี่ปุ่นจะหอบเงินเข้ามาลงทุนคงหนีไม่พ้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศที่จะได้รับอานิสงส์มากที่สุดคือประเทศไทย

นิวแมน กล่าวว่า เม็ดเงินญี่ปุ่นที่มุ่งตรงมายังอาเซียนจะเข้ามาใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การลงทุนถือครองพันธบัตร การลงทุนโดยตรง และการสนับสนุนสินเชื่อผ่านภาคธนาคาร ซึ่งขบวนการขนเงินออกมาลงทุนครั้งใหญ่ในต่างประเทศของญี่ปุ่นได้เริ่มแล้วในช่วงที่ผ่านมา เช่น การเข้าซื้อกิจการธนาคารกรุงศรีอยุธยาในไทยของธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ และการเข้าซื้อสถาบันการเงินท้องถิ่นในอินโดนีเซียของกลุ่มมิซูโฮ

นิวแมน วิเคราะห์ว่า ไทยจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดของญี่ปุ่นจาก 3 ปัจจัย คือ 1.ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยาวนานผ่านสายการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ 2.ต้นทุนค่าแรงยังน่าดึงดูด แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นเป็น 300 บาท แต่หากมองย้อนไป 10 ปี ค่าเฉลี่ยการปรับขึ้นของไทยยังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน และ 3.ภูมิศาสตร์ของไทยที่เป็นศูนย์กลางเหมาะกับการใช้เป็นฮับเพื่อต่อยอดการลงทุนไปยังประเทศรอบข้าง ยิ่งหากไทยมีการลงทุนการขนส่งระบบรางให้เชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านจะยิ่งน่าดึงดูด

ทั้งนี้ ด้วยอานิสงส์เม็ดเงินจากดินแดนซามูไร ทำให้ฝ่ายวิจัยของธนาคารเอชเอสบีซีคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ระดับ 5% และจะขยายตัวต่อเนื่องที่ระดับ 6.2% นับเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตได้สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

“ในปีที่ผ่านมาไทยมีการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นถึง 9% ของจีดีพี และมีการให้กู้ยืมในภาคธนาคารถึง 11% ต่อจีดีพี สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และเชื่อว่าจากนี้ไปจะเริ่มเห็นการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการระหว่างธุรกิจญี่ปุ่นกับไทยเพิ่มขึ้นแน่นอน” นิวแมน ระบุ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน