
เผยนำมันรั่ว5.4หมื่นลิตร-ท่อแตกสอบเชิงลึก
คณะกรรมการฯ เผยน้ำมันรั่วลงทะเล54,341ลิตรจากท่อแตกพบใช้งาน1ปีเร่งสอบเชิงลึก ยืนยันพีทีทีจีซีทำตามขั้นตอน ใช้สารกระจายคราบอย่างมีเหตุผล
กก.สอบฯเผยน้ำมันรั่วลงทะเล54,341ลิตรจากท่อแตก พบใช้งานแค่1ปีเร่งสอบเชิงลึก ยืนยันพีทีทีจีซีขจัดคราบตามขั้นตอน
คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ในฐานะประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเล เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลบริเวณเกาะเสม็ด จ.ระยอง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมาของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล (พีทีที จีซี) พบมีปริมาณน้ำมัน รั่วไหล 5.43 หมื่นลิตร จากท่อน้ำมันแตก และไม่พบปัจจัยภายนอกที่ทำให้ท่อแตก หรือเกิดจากปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผิดพลาด โดยเสนอให้ตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและจัดทำแผนฟื้นฟูทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงทบทวนการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานของ สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับสมาคม ฯ เมื่อเกิดปัญหาเร่งด่วนในทะเล
ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการทบทวนแผนตอบโต้สภาวะฉุกเฉิน ระดับจังหวัดและแผนระดับชาติ ซึ่งควรมีการซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากคณะกรรมการมีความเห็นว่า แผนการแก้ไขระดับชาติยังมีช่องโหว่ และควรมีการจัดทำแผนปฏิบัติการน้ำมันเมื่อขึ้นฝั่งด้วย ไม่ใช่ซ้อมแผนเฉพาะในทะเลอย่างเดียว รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา จากหน่วยงานต่างๆของรัฐ เพื่อให้เกิดความพร้อมในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
สำหรับการปฏิบัติงานของพนักงานพีทีที จีซี ก่อนการเกิดเหตุเป็นไปตามกระบวนการทุกขั้นตอน และเมื่อพบปัญหาก็ได้ดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ทันที ซึ่งข้อเท็จจริงจากการสอบสวนระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ06.30น. ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมัน M.T. Maran Plato สัญชาติกรีซ กำลังถ่ายน้ำมันดิบผ่านทุ่นรับน้ำมันดิบ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 20 กม. มายังโรงกลั่นน้ำมันของพีทีที จีซี ได้เกิดเหตุท่อรับน้ำมันดิบขนาด16 นิ้วรั่ว ทำให้มีน้ำมันดิบรั่วไหลงลงสู่ทะเล
ทั้งนี้ทันทีที่เกิดเหตุ บริษัทฯได้ปิดระบบวาล์วจ่ายจากบนเรือภายในเวลา 20 วินาที โดยปริมาณน้ำมันดิบที่รั่วไหลออกมา คณะกรรมการฯได้ตั้งข้อสมมติฐานกรณีร้ายแรงสุดของท่อน้ำมันขนาด 24 นิ้วมีปริมาณน้ำมั้นดิบไหลออกถึง 60% ในขณะที่ท่อน้ำมันขนาด 16 นิ้ว มีน้ำมันไหลออกทั้งหมด จะทำให้มีปริมาณน้ำมันดิบไหลลงทะเล 5.43 หมื่นลิตร
ด้านการปฏิบัติงาน แก้ปัญหาน้ำมันรั่ว บริษัทฯได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการทำงานในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งใช้ปฏิบัติการทางเรือฉีดพ่นสารกระจายคราบน้ำมัน และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ จึงได้ใช้การปฏิบัติการทางอากาศโปรยสารกระจายคราบน้ำมันร่วมด้วย แต่เนื่องจากกระแสน้ำและลมแรง คณะทำงานประเมินว่าน้ำมันอาจจะเข้าฝั่ง จึงนำทุ่นกักน้ำมันลง เพื่อกักน้ำมันให้อยู่ในบริเวณที่สามารถใช้สารกระจายคราบน้ำมันทางเรือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตามทุ่นกักน้ำมันใช้ไม่ได้ผล เพราะช่วงเวลานั้น ทะเลมีคลื่นลมแรง ประกอบกับเครื่องบินที่มาจากสิงคโปร์เพื่อมาโปรยสารเคมีมาล่าช้าไป 9 ชม. และถ้าปล่อยให้น้ำมันดิบในกรณีไม่ทำอะไรเลยจะลำบากเพราะน้ำมันดิบจะรวมกันเป็นก้อนถึงตรงนั้นจะอันตรายกว่ามาก ซึ่งเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นก็ทำให้มีน้ำมันเล็ดลอดไปขึ้นฝั่งที่อ่าวพร้าวประมาณ 1.17 หมื่นลิตร
สำหรับประเด็นการใช้สารกระจายคราบน้ำมัน เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในขณะนั้นคือ สภาพอากาศที่แปรปรวนและสภาพของน้ำมันที่มีการกระจายตัวมากทำให้การทำงานของสารกระจายคราบน้ำมันมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ บริษัทฯจึงต้องใช้สามารถเคมี2 ชนิด ได้แก่ 1.Slickgone NS จำนวน 30,612ลิตร โดยฉีดพ่นทางอากาศ 12,000 ลิตร และ พ่นทางเรือ จำนวน 18,612 ลิตร
2. Super-dispersant25 จำนวน 6,930 ลิตร โดยสารกระจายคราบน้ำมันทั้ง 2 ชนิดเป็นสารที่กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) อนุญาตให้ใช้ในประเทศได้ โดยมีความเป็นพิษต่ำมาก สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้เร็ว ไม่พบสะสมทางชีววิทยา ไม่เกิดการกลายพันธุ์และไม่เกิดการเสื่อมพันธุ์
คุณหญิงทองทิพ กล่าวว่า สาเหตุของท่อน้ำมันที่แตกคงต้องให้คณะกรรมการด้านเทคนิคที่จะตั้งขึ้นเข้ามาตรวจสอบ แต่เท่าที่มีการศึกษาข้อมูลพบว่ายี่ห้อของท่อน้ำมันที่ใช้ เคยเกิดปัญหารั่วมาแล้วที่จีนและฟิลิปปินส์
ด้านนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กล่าวภายหลังร่วมรับฟังการแถลงผลการสอบสวนครั้งนี้ว่า ผลการสอบสวนยืนยันปริมาณน้ำมันดิบที่รั่วไหลลงสู่ทะเล มีจำนวน 5.43 หมื่นลิตรโดยไม่ได้เกิดจากการกระทำจากบุคคลหรือปัจจัยภายนอกแต่เกิดจากท่อรั่วซึ่งเป็นภายใน ดังนั้นทางพีทีที จีซีได้ตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคเพื่อเข้ามาสอบสวนสาเหตุของท่อน้ำมันที่แตกประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 5ท่านจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย(วสท.)และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มี นาย.ก่อเกียรติ บุญชูกุศล เป็นประธานเพื่อดูในเชิงเทคนิคต่อไปซึ่งคาดว่าจะสรุปได้ภายใน1 เดือน
“ผมจะนำผลการสอบสวนครั้งนี้รายงานต่อที่ประชุมครม. เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบและหาแนวทางที่จะร่วมมือต่อมาตรการอื่นๆให้เป็นทางเดียวกันต่อไป ซึ่งรายงานนี้ได้ระบุอย่างละเอียดว่าไม่ใช่จากปัจจัยภายนอกหรือเกิดจากความผิดพลาดของคนซึ่งคงต้องไปดูเทคนิคต่อ โดยท่อยี่ห้อดังกล่าวขณะนี้ก็ได้สั่งระงับการใช้งานแล้ว ส่วนข้อเสนอที่ให้ซื้อเครื่องบินเห็นด้วยว่าจำเป็นอย่างน้อยคงจะต้องมี 2ลำผู้ค้าน้ำมันคงต้องไปพิจารณาร่วมกัน”นายพงษ์ศักดิ์กล่าว
สำหรับกรณีที่กรมควบคุมมลพิษ(คพ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ได้รายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายหาดและพื้นที่อ่าวต่างๆ รอบเกาะเสม็ด จ.ระยอง พบว่าบริเวณอ่าวพร้าวและอ่าวทับทิม มีปริมาณสารปรอทเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งค่ามาตรฐานปรอทในคุณภาพน้ำทะเลนั้นต้องไม่เกิน 0.1 ไมโครกรัมต่อลิตร แต่พบว่าที่อ่าวพร้าวมีค่าสูงถึง 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตรโดยเป็นการเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่3 ส.ค.นั้น ไม่ได้อยากไปแทรกแซงการทำงานแต่ขณะเดียวกันได้มอบให้พีทีที จีซี ไปเก็บน้ำมันดิบมาทดสอบก็พบว่ามีสารปรอทเฉลี่ย1.5-2.8 ไมโครกรัมต่อลิตรเท่านั้นซึ่งเมื่อลงสู่ทะเลค่าก็ควรจะต่ำกว่านี้จึงไม่ทราบสาเหตุว่าคพ.มีการเก็บตัวอย่างน้ำมันดิบอย่างไรกันแน่จึงให้ประสานไปยังคพ.เพื่อดูรายละเอียดอีกครั้ง







