posttoday
ผุดกองทุนน้ำมันรั่ว

ผุดกองทุนน้ำมันรั่ว

14 สิงหาคม 2556

ดูแลชุมชนอิงต้นแบบรอบโรงไฟฟ้าด้านปตท.สผ.ปัดติดสินบนสัมปทานพม่า

ดูแลชุมชนอิงต้นแบบรอบโรงไฟฟ้าด้านปตท.สผ.ปัดติดสินบนสัมปทานพม่า

นายกฯ สั่งพลังงานศึกษาตั้งกองทุนหลังน้ำมันรั่ว อิงกองทุนรอบโรงไฟฟ้า ปัด ปตท.สผ. ติดสินบนพม่า

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาแนวทางการจัดการตั้งกองทุนเพื่อดูแลผลกระทบต่อชุมชน หรือเข้ามาดูแลสิ่งแวดล้อม หลังเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วกลางทะเลของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (พีทีทีจีซี) และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนบริเวณ อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ตลอดจนสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

กองทุนดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายกับกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้า ที่จัดเก็บเงินจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในแต่ละพื้นที่และนำเงินไปพัฒนาชุมชนโดยรอบ แต่ถ้าเป็นกองทุนที่จะจัดขึ้นใหม่จะเกี่ยวข้องกับการขนถ่ายน้ำมัน หรือธุรกิจปิโตรเคมี ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับหากเกิดกรณีน้ำมันรั่วไหลกลางทะเล ก็จะมีเงินกองทุนไว้บรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน

“การตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมขึ้นมาดูแลผลกระทบที่เกิดจากน้ำมันนั้น เป็นประเด็นที่ต้องมีการถกเถียงกันเยอะ เพราะกรณีน้ำมันรั่วกลางทะเลต้องดูแลในวงกว้างมาก ไม่เหมือนกับโรงไฟฟ้า ซึ่งอาจพูดกันง่ายแต่ยังมีเรื่องที่ต้องคุยกันเยอะ ผมพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่คิดจะทำแต่ต้องดูว่าจะทำด้วยวิธีไหนที่จะได้ประโยชน์กันจริงๆ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

ด้านภาพรวมการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าวนั้น ทางจังหวัดระยองเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ แต่เท่าที่ได้รับฟังและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็พบว่าผู้ที่ได้รับเงินเยียวยาว บางคนก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เป็นผลกระทบทางอ้อม หรือบางคนก็ไม่ได้รับผลกระทบเลย อาจมีมั่วๆบ้าง แต่ก็ไม่ถือสาอะไร

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจริงๆ หากยังไม่ได้รับการช่วยเหลือก็สามารถเรียกร้องได้ทันที อย่างไรก็ตามในหลักการผู้ที่อยู่บนเกาะเสม็ดได้รับผลกระทบโดยตรง จะต้องดูแลอย่างเต็มที่ แต่เชื่อว่าหลังจากมีข่าวเรื่องนี้ออกไป ทั่วโลก ทำให้คนรู้จักเกาะเสม็ดมากขึ้น และอาจส่งผลดีทำให้นักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวก็ได้

นอกจากนี้ ได้พิจารณาบริเวณจุดขนถ่ายน้ำมัน กรณีหากเกิดน้ำมันรั่วและไม่สามารถป้องกันได้ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนจุดขนถ่าย หรือมีมาตรการระยะยาวในการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยกรณีของท่อส่งน้ำมันที่เกิดความเสียหายนั้น ทางพีทีทีจีซีได้สั่งซื้อท่อใหม่เข้ามาแล้ว แต่ต้องใช้เวลา 1012 เดือน เนื่องจากเป็นท่อน้ำมันที่มีลักษณะพิเศษ

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีน้ำมันรั่วไหลกลางทะเลของพีทีทีจีซี ที่มีคุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นประธานคณะทำงานจะมีการแถลงผลการสอบสวน

ทั้งนี้ รายงานข่าวคาดว่าคณะทำงานจะรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยลำดับเหตุการณ์ของการแก้ไขสถานการณ์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเบื้องต้นสาเหตุของน้ำมันที่รั่วไหลเกิดจากท่อระเบิด แต่ไม่ได้มีการระบุว่าเป็นความผิดของบุคคล

ด้านนายบวร วงศ์สินอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ พีทีทีจีซี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายปริมาณน้ำมันดิบและสารปนเปื้อนที่เกิดจากการรั่วไหลของน้ำมันกลางทะเลเพื่อนำไปทำลาย โดยยังเก็บอยู่ที่โรงกลั่นน้ำมันในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเพื่อขอยกเว้นภาษีนำเข้าศุลกากร เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ไม่ได้มีการใช้ในประเทศ แต่หลังจากมีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้วจะรีบขนย้ายไปทำลายทันที ที่โรงงานกำจัดกากของบริษัท อัคคีปราการ และคงไม่ใช่วิธีการฝังกลบ เพราะจะเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมได้

อย่างไรก็ตามทางพีทีที จีซี ปฎิบัติตามขั้นตอนในการกำจัดกากน้ำมันของภาครัฐอยู่แล้ว ยืนยันจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบใดๆในการขนย้ายแน่นอน เนื่องจากมีระบบการตรวจสอบและติดตามการทำงานอย่างรัดกุม

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน เพิ่มเติมว่า สำหรับผลการสอบสวนข้อเท็จจริง ของคณะทำงานชุดที่มีคุณหญิงทองทิพ เป็นประธาน

นายพงษ์ศักดิ์ เปิดเผยถึงกรณีมีข่าวจากเว็บไซต์เมียนมาร์ไทมส์ นายอูถั่นเต ถูกย้ายจากตำแหน่ง รมว.พลังงานของพม่า อย่างกะทันหัน เนื่องจากการให้สัมปทานปิโตรเลียมกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) มีการให้สินบนนั้น ยืนยันเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงและเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น และทาง ปตท.สผ.ยืนยันไม่มีการจ่ายสินบนเพื่อให้ได้มาของปลงสัมปทานฯ เนื่องจากบริษัทเป็นหน่วยงานของรัฐและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีการตรวจสอบบัญชีจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และตลาดหลักทรัพย์การที่คนใดคนหนึ่งจะนำเงินไปจ่ายให้ใครจะต้องมีการแจกแจงบัญชีให้ชัดเจน นอกจากนี้ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลพม่ามาโดยตลอด20ปี ความเชื่อมโยง และการช่วยเหลือซีเอสอาร์กับรัฐบาลพม่าก็ทำกันอย่างเปิดเผย ไม่มีสิ่งที่ให้ใครกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ประโยชน์

ต้องขอร้องสื่อมวลชนไทยระมัดระวังการเขียนข่าวดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องกิจการภายในของพม่า ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อย่าตกไปเป็นเครื่องมือของคนอื่น

ทั้งนี้ สัมปทานปิโตรเลียมที่ปตท.สผ.ได้รับอนุมัติเป็นแปลงเอ็มอี7เอ็มดี8 ลึกออกไปในทะเลลึกประมาณ 2 กม. ยังไม่ได้มีการเจาะสำรวจ

“ส่วนสาเหตุที่มีข่าวออกมานั้น ผมไม่อยากวิจารณ์เรื่องของประเทศของเขา แต่ถ้าดูอย่างประเทศเราเองบางครั้งก็มีคนเอาข่าวในประเทศไปปล่อยในต่างประเทศ และก็ถามคนในต่างประเทศ ผมต้องขอร้องสื่อระวังในการเขียนข่าว แต่คงห้ามไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องภายในประเทศ “

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่าข่าวที่ออกมาคงไม่มีผลกระทบต่อการเจรจาความสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าในเรื่องแหล่งปิโตรเลียมในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท