posttoday
จ่อลงทุน‘ลุ่มน้ำโขง’

จ่อลงทุน‘ลุ่มน้ำโขง’

14 สิงหาคม 2556

กลต.หวังเพิ่มทางเลือกให้กองทุนไทยเปิดฟังความเห็น20ส.ค.นี้ก่อนคลอดกฎ

กลต.หวังเพิ่มทางเลือกให้กองทุนไทยเปิดฟังความเห็น20ส.ค.นี้ก่อนคลอดกฎ

ก.ล.ต.จ่อเปิดทางกองทุนลงทุนตราสารของประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง หวังเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.มีแนวคิดที่จะอนุญาตให้กองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนสำหรับผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนและที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ได้ หวังเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 20 ส.ค. 2556

ปัจจุบันกองทุนไทยไม่สามารถลงทุนในตราสารของกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้ เนื่องจากประเทศดังกล่าวไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เป็นสมาชิกองค์กร ก.ล.ต.นานาชาติ (International Organization of Securities Commissions : IOSCO) หรือซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกขององค์การตลาดหลักทรัพย์โลก (World Federation of Exchanges : WFE) ได้แก่ กัมพูชา ลาว และพม่าได้

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้ลงทุนดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนจากการเติบโตของกลุ่มประเทศเหล่านี้ โดยที่ผู้ลงทุนยังคงได้รับความคุ้มครองในระดับที่เหมาะสม ได้แก่ การกำหนดการลงทุนให้เป็นไปตามอัตราส่วนการลงทุนที่เหมาะสมตามแต่ละประเภทของกองทุน การให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พิจารณาความเหมาะสมของการลงทุนด้วยความระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจในทรัพย์สินที่จะลงทุน (Due Diligence) รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตราสารที่ลงทุน ลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุน ไว้ในหนังสือชี้ชวนอย่างชัดเจนและเพียงพอ

ก่อนหน้านี้ นายสุพรรณ เศษธะพานิช รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.โซลาริส กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคล โดยระดมเงินออกไปลงทุนในประเทศแถบอินโดจีน ได้แก่ ลาว เนื่องจากมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตสูง

“การลงทุนจะเป็นลักษณะของกองทุนร่วมทุน ซึ่งผลตอบแทนน่าสนใจ ระยะเวลาลงทุน 12 ปี” นายสุพรรณ กล่าว

สำหรับการไปลงทุนต่างประเทศนั้น บริษัทได้ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีมิโก้ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ถือหุ้น 75% และบริษัท เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล (E) ถือหุ้น 25% ซึ่งกลุ่มบริษัทมีความชำนาญและมีเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในแถบอินโดจีน จึงอยากออกไปเปิดตลาดเป็นรายแรกๆ เพื่อสร้างรากฐานไว้

สำหรับแนวทางการกำหนดอัตราส่วนการลงทุน กรณีที่เป็นกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้จำกัดการลงทุนในตราสารในกลุ่มประเทศดังกล่าวอยู่ในอัตราส่วน junk limit หากเป็นรายบริษัทให้ลงทุนไม่เกิน 5% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี) และเมื่อรวมการลงทุนในตราสารในกลุ่มประเทศดังกล่าวกับตราสารอื่นที่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์หรือที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารลงทุนได้หรือไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออื่นๆ ให้ลงทุนรวมไม่เกิน 15% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

สำหรับกองทุน AI ซึ่งถือเป็นผู้ลงทุนที่มีศักยภาพในการดูแลตนเอง จึงกำหนดให้เกณฑ์การลงทุนในตราสารกลุ่มประเทศดังกล่าวเหมือนกับเกณฑ์การลงทุนในตราสารทั่วไป หากเป็นรายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะลงทุนได้ไม่เกิน 25% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ หากไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลงทุนได้ไม่เกิน 5% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และเมื่อรวมกับ junk limit จะต้องไม่เกิน 15% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

ขณะเดียวกับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าใน 3 ปีข้างหน้า กลุ่มอินโดจีนน่าจะเติบโต 78% ต่อปี จึงน่าสนใจมากกว่าตลาดเกิดใหม่ทั่วไปโดยเฉพาะพม่า ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและเพิ่งเปิดประเทศ รอง ลงมาคือ ลาว มีทรัพยากรมาก และ ไทยเด่นสุด เพราะเป็นศูนย์กลางในอาเซียน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน