posttoday
Yield Curve ลดลงตลอดทั้งเส้น หลัง Fed ออกมาแสดงทีท่าว่าจะดำเนินมาตรการ QE

Yield Curve ลดลงตลอดทั้งเส้น หลัง Fed ออกมาแสดงทีท่าว่าจะดำเนินมาตรการ QE

13 สิงหาคม 2556

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 339,811 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 67,962 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 12% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 82% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 279,818 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 50,555 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,705 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 339,811 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 67,962 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 12% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 82% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 279,818 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 50,555 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,705 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 3.9 ปี) LB155A (อายุ 1.8 ปี) และ LB196A (อายุ 5.8 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 19,747 ล้านบาท 6,575 ล้านบาท และ 4,707 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB13827A (อายุ 14 วัน) CB13905C (อายุ 28 วัน) และ CB13N07B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 42,076 ล้านบาท 31,937 ล้านบาท และ 25,144 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา รุ่น BAY142B (AA) มูลค่าการซื้อขาย 556 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ไออาร์พีซี รุ่น IRPC147A (A) มูลค่าการซื้อขาย 408 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) รุ่น MBTH157A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 320 ล้านบาท

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น ในช่วงประมาณ 1 ถึง 10 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ออกมาแสดงทีท่าว่าจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) พร้อมกับคงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้อยู่ในกรอบ 00.25% ต่อไป ประกอบกับการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐประจำเดือน ก.ค. ที่ขยายตัวในระดับที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และต่ำกว่าตัวเลขในเดือน มิ.ย. ทำให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) น่าจะยังไม่ทำการปรับลดขนาดของมาตรการ QE ในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเริ่มกลับมาปรับตัวดีขึ้น และทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Yield) ปรับตัวลดลง (ราคาพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงลงทุนอย่างระมัดระวัง และเฝ้าติดตามการประชุมของ FOMC ครั้งถัดไป (17–18 ก.ย.) ว่าจะมีความชัดเจนใหม่ๆ เกี่ยวกับการปรับขนาดของมาตรการ QE หรือไม่

ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนต่างชาติมียอด ขายสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 1,253 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 3,445 ล้านบาท แต่กลับซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) 2,192 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท