
เอเชียเวลท์เปิดไตรมาส4
บริษัทหลักทรัพย์น้องใหม่เบอร์42ดึง2ผู้ถือหุ้นใหญ่WHATRUร่วมถือหุ้น
บริษัทหลักทรัพย์น้องใหม่เบอร์42ดึง2ผู้ถือหุ้นใหญ่WHATRUร่วมถือหุ้น
เอเชีย เวลท์ โบรกเกอร์หมายเลข 42 เตรียมเปิดโฉมให้บริการอย่างช้าภายในไตรมาส 4 นี้
นายพิชิต อัคราทิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ (AWS) เปิดเผยว่า AWS มีบริษัท เอเชีย เวลท์ โฮลดิ้ง เป็นผู้ถือหุ้น 100% และในโฮลดิ้งดังกล่าวมีสองกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จากดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) และบริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ (TRU) เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
สำหรับสาเหตุที่ดึงทั้งสองกลุ่มนี้มาเพราะคุ้นเคยกันมาก่อน เคยเป็นลูกค้าเดิมสมัยที่ยังบริหารในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี แล้ว จึงชักชวนให้เข้ามาลงทุน โดยซื้อใบอนุญาตการทำธุรกิจหลักทรัพย์จากซีไอเอ็มบี ซึ่งมีใบอนุญาต 3 ใบ
“เงินร่วมลงทุนของผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งสองกลุ่มที่ลงทุนใน AWS ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของเขาที่มีอยู่ แต่เชื่อว่า 10 ปีข้างหน้า ธุรกิจเวลท์ แมนเนจเมนต์ จะสร้างผลกำไรที่ดี เมื่อเราให้บริการให้คำแนะนำเราก็มีธุรกิจหลักทรัพย์คอยสนับสนุน” นายพิชิต กล่าว
ทั้งนี้ นายพิชิตนั้นถือหุ้นในสัดส่วนไม่มาก
สาเหตุที่บริษัทเลือกแนวทางการซื้อใบอนุญาตใบเดิมแทนการขอใบอนุญาตใบใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่ขั้นตอนต่างๆ จะเร็วกว่า และข้อสำคัญบริษัทจะได้รับที่นั่งการเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย (โบรกเกอร์ซีต) แต่หากขอใบอนุญาตใหม่จะไม่ได้รับสิทธิการเป็นสมาชิกดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดให้บริการอย่างเร็วภายในเดือน ต.ค.นี้ หรืออย่างช้าภายในไตรมาส 4 นี้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบระบบให้บริการของสำนักงาน ก.ล.ต. เนื่องจากใบอนุญาตดังกล่าวได้หยุดให้บริการมาเป็นเวลานาน จึงต้องทำการขอกลับมาเริ่มดำเนินการใหม่ต่อสำนักงาน ก.ล.ต.
ขณะที่ธุรกิจหลักของ AWS จะมุ่งให้บริการการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล (เวลท์ แมนเนจเมนต์) เพราะเชื่อว่าในอนาคต 10 ปีข้างหน้า จะเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรเพราะคนไทยมุ่งเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และธุรกิจหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุนจะมีส่วนหนึ่งที่มีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมักจะขายสินค้าหรือหน่วยลงทุนของธนาคารแม่ แต่ AWS จะเปิดกว้างสามารถขายผลิตภัณฑ์ของทุกแห่ง
ข้อสำคัญในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเปิดเสรีอาเซียน (เออีซี) ซึ่งบริษัทมองเป็นจุดดี 2 มุม คือ โอกาสในการพาลูกค้าไปลงทุนในแถบประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย นอกเหนือไปจากสหรัฐอเมริกา และขณะเดียวกันยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ของไทยไปนำเสนอต่อผู้ลงทุนในแถบเอเชียได้อีกด้วย







