
เอกชนคลายกังวล
ในที่สุดการชุมนุมของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.นิโทษกรรม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรง และสลายตัวไปได้ท่ามกลางความโล่งอกของทุกภาคส่วน ซึ่งก่อนหน้านั้นภาคเอกชน ทั้งนักลงทุน ทั้งผู้ประกอบการไทย และต่างชาติ ค่อนข้างมีความกังวลต่อสถานการณ์ ซึ่งเกรงว่าหากยืดเยื้อและหรือมีความรุนแรง ก็จะส่งผลต่อทั้งความเชื่อมั่นและผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอยู่ในสภาวะชะลอตัวอยู่แล้ว ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น
ในที่สุดการชุมนุมของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.นิโทษกรรม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรง และสลายตัวไปได้ท่ามกลางความโล่งอกของทุกภาคส่วน ซึ่งก่อนหน้านั้นภาคเอกชน ทั้งนักลงทุน ทั้งผู้ประกอบการไทย และต่างชาติ ค่อนข้างมีความกังวลต่อสถานการณ์ ซึ่งเกรงว่าหากยืดเยื้อและหรือมีความรุนแรง ก็จะส่งผลต่อทั้งความเชื่อมั่นและผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอยู่ในสภาวะชะลอตัวอยู่แล้ว ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น
ภาพของการชุมนุมส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นไป ถึงแม้ว่าจะมีการเผชิญหน้ากันบ้างกับเจ้าหน้าที่ซึ่งมารักษาความสงบ ซึ่งที่สุด ซึ่งผมหวังว่าในช่วงสัปดาห์นี้ ก็คงไม่มีเหตุการณ์อะไรอีกที่จะมากระทบต่อความเชื่อมั่น
ส่วนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือกฎหมายฉบับใดซึ่งดูเหมือนยังเป็นความขัดแย้ง ก็ขอให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมีการพูดคุยและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งเพราะในระบบประชาธิปไตย ถึงแม้พรรคที่มีเสียงข้างมากก็ควรต้องรับฟังพรรคที่มีเสียงข้างน้อย ซึ่งก็จะทำให้ทุกภาคส่วนในบ้านเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเป็นสุข ก็แน่นอนว่า ย่อมส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจและการค้าการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาสร้างความวิตกให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุนอยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าจะยังมีความเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์คงไม่มีอะไรรุนแรง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ ต่างก็ค่อนข้างมีความเคยชิน หรือที่ผมมักเรียกว่า “วัคซีนภูมิคุ้มกัน” ปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งอยู่คู่กับเศรษฐกิจของไทยมา 56 ปีแล้ว จะเห็นว่าในช่วงก่อนการชุมนุมอัตราแลกเปลี่ยนของไทยต่อดอลลาร์สหรัฐก็เริ่มมีแนวโน้มอ่อนค่าเล็กน้อย และราคาหุ้นก็อยู่ในแนวโน้มขาลง แต่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะอยู่ในช่วงที่จับตาดูการประชุมของเฟดว่าจะออกมาในทิศทางใด
แต่ในช่วงปลายสัปดาห์ซึ่งอยู่ในช่วงของการชุมนุมทางการเมืองของไทย พบว่า ราคาหุ้นไทยปรับตัวเป็นแนวบวกเล็กน้อย และอัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยช่วงวันที่ 28 ส.ค. 2556 เฉลี่ยอยู่ที่ 31.350–31.451 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทของไทยอ่อนค่าเพียงร้อยละ 0.184 ถือว่าน้อยมาก แสดงว่าการชุมนุมไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาตินัก
ภาพการชุมนุมที่ผ่านมาค่อนข้างกลบข่าวที่เกี่ยวข้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งได้รับอานิสงส์จากผลกระทบจากการส่งออก ซึ่งดูแล้วค่อนข้างน่าเป็นห่วง ล่าสุดสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้เปิดเผยว่า ได้มีการปรับตัวเลขประมาณการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในปีนี้ จากเดิมประมาณการว่าจะสามารถส่งออกได้มากกว่าปีที่แล้วร้อยละ 2.5 แต่เป้าใหม่คาดว่า การส่งออกจะหดตัวร้อยละ 3 อันเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจของคู่ค้าของไทยมีการชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศจีนและอาเซียน ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลงมากกว่าที่ประเมินไว้
นอกจากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า การส่งออกครึ่งปีแรกของหลายอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มติดลบร้อยละ 9.2 กลุ่มอุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็งแปรรูปติดลบร้อยละ 28.4 อุตสาหกรรมน้ำตาลติดลบร้อยละ 29.5 อุตสาหกรรมไก่แช่แข็งแปรรูป ติดลบร้อยละ 2 การส่งออกยางติดลบร้อยละ 12.3 และข้าวติดลบร้อยละ 3.4 ฯลฯ ซึ่งที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าการส่งออกของไทยในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มไม่สดใส กอปรทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยยังไม่กระเตื้อง เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค. ลดลง
ทั้งนี้ สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากการชุมนุมซึ่งไม่ยืดเยื้อและไม่มีความรุนแรง ก็น่าจะส่งผลให้ไม่เป็นปัจจัยความเสี่ยงของภาคเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง จากนี้ไปก็คงเป็นเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ถึงแม้ที่ผ่านมากระทรวงการคลังจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่าเม็ดเงินจริงๆ ที่จะอัดฉีดเข้าไปในระบบยังไม่ชัดเจน หากจะดำเนินการอะไรก็ขอให้รีบดำเนินการ เพราะหากรอช้าผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs จะประคองตัวกันไม่รอด... อย่างนี้ช้าๆ ไม่ได้นะครับ







