
ชูหนุนค้าชายแดน
ผลักดันยอดส่งออกรวมของประเทศกระตุ้นหน่วยงานท้องถิ่นรู้กม.การค้า
ผลักดันยอดส่งออกรวมของประเทศกระตุ้นหน่วยงานท้องถิ่นรู้กม.การค้า
เอกชนแนะดึงค้าชายแดนช่วยหนุนยอดส่งออก กระตุ้นองค์กรปกครองท้องถิ่นศึกษาระเบียบการค้า
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาและกรรมการ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานสัมมนา “เชื่อมความสัมพันธ์การค้าในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)” ว่า เมื่อเปิดเออีซีอย่างเต็มรูปแบบจะทำให้การค้าชายแดนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากหากสามารถดึงการค้าชายแดนที่ปัจจุบันมีมูลค่าการค้าสูงถึง 9 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าการส่งออกของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมดเข้าสู่ระบบได้ ก็จะช่วยให้มูลค่าและยอดการส่งออกรวมของประเทศขยับสูงขึ้นได้มากกว่า 6%ได้แน่นอน
ทั้งนี้ สภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาทางการเงินในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้ตลาดส่งออกหลักอย่างตลาดอียู สหรัฐ รวมทั้งญี่ปุ่นและจีนถดถอยตามไปด้วย สวนทางกับตลาดอาเซียนที่กลับมามีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย โดยขณะนี้ทุกประเทศต่างเล็งขยายการลงทุนเข้าไปยังประเทศพม่าซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และยังต้องพยายามเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันเพื่อหนีพม่าให้ได้อีกด้วย
ขณะเดียวกันตลาดอาเซียนที่เติบโตและมีความสำคัญมากขึ้น จะทำให้จากนี้ไปการทำการค้าชายแดนจะมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ที่ผลิตได้ในภูมิภาคนี้ล้วนอยู่บนพื้นฐานการผลิตเดียวกัน จึงทำให้แต่ละประเทศจำเป็นต้องมีกฎระเบียบและการตรวจสอบการขนส่งสินค้าข้ามแดนที่เข้มงวดต่างกัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ตัวเองให้ได้มากที่สุด
“ต่อไปจึงเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนต้องศึกษาและทำความเข้าใจถึงกฎระเบียบต่างๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของกฎหมายการฟ้องร้องสิทธิต่างๆ ที่ชาวบ้านและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ยังไม่รู้” นายไพบูลย์ กล่าว
นอกจากนี้ มองว่าปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังไม่ควรเข้าไปขยายการลงทุนในพม่า เนื่องจากยังมีเรื่องข้อกฎหมายที่แตกต่างกันมาก ที่ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องไฟฟ้าดับอยู่บ่อยๆ จึงต้องรอให้ประเทศพม่ามีความพร้อมกว่านี้ ซึ่งประเมินว่าอย่างน้อยต้องใช้เวลาอีก 5 ปี กว่าที่พม่าจะเหมาะสำหรับการลงทุนของเอสเอ็มอี ต่างจากนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนแล้ว เนื่องจากมีความสามารถพร้อมที่จะแบกภาระขาดทุนได้ระยะหนึ่ง เพื่อวางรากฐานการผลิตไว้ก่อน







