
เสียงแตกปราบมาเฟียภูเก็ตเสี่ยงเป็นดาบสองคม?
การประกาศใช้ยาแรง “ปราบมาเฟียภูเก็ต” สะท้อนเป็นอีกคำถามที่ต้องการเห็นบทสรุปของคนวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในขณะนี้
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
การประกาศใช้ยาแรง “ปราบมาเฟียภูเก็ต” สะท้อนเป็นอีกคำถามที่ต้องการเห็นบทสรุปของคนวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในขณะนี้ ถึง แนวทางและวิธีการของ สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล พร้อมสอบเส้นทางการทำธุรกิจของชาวต่างชาติในลักษณะสวมสิทธิ (นอมินี) ด้านหนึ่งได้รับเสียงชื่นชมว่าปัญหาที่ซุกใต้พรมมาอย่างยาวนานจะได้รับการแก้ไข แต่อีกแง่มุมหนึ่ง การประกาศไล่บี้มาเฟียจะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในเรื่องปัญหาความปลอดภัยธุรกิจสีเทา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหรือไม่
“มาเฟียหมายถึงผู้มีอิทธิพลที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือใช้อำนาจที่ผิดทางกฎหมาย ซึ่งยืนยันได้ว่าภูเก็ตมีมาเฟียท้องถิ่นและมาเฟียข้ามชาติมาทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย ผมจะตั้งใจเดินหน้าปราบปรามโดยไม่กลัวว่าจะหลุดจากตำแหน่ง” สมศักย์ กล่าว
ในวันที่ 9 ส.ค.นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และดีเอสไอ ร่วมกันเปิดศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เป็นภัยต่อการท่องเที่ยว (ศปอท.) บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นศูนย์ฯ ชั่วคราวระหว่างรอการก่อสร้างสถานที่จริงแล้วเสร็จ ทั้งนี้สถานการณ์ที่
ทั้งนี้เชื่อว่าทุกฝ่ายต่างรู้แก่ใจดี ว่าสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นที่ไข่มุกอันดามัน ไม่เว้นแม้แต่แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอื่นๆ อย่าง พัทยา สมุย มีข้อจำกัดด้านใดบ้าง ที่จะงัดข้อกฎหมายเข้าจัดระบบระเบียบปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้า จ.ภูเก็ต อย่างล้นหลามในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพปัญหาในแหล่งท่องเที่ยวภูเก็ตหลายประการ ได้แก่
1.ความแออัดภายในท่าอากาศยานภูเก็ต ป้ายบอกทางประชาสัมพันธ์ไม่เพียงพอ สร้างความโกลาหลให้กับนักท่องเที่ยวและการเกิดเหตุลักทรัพย์ในสนามบิน
2.ปัญหาแท็กซี่ป้ายดำเรียกค่าโดยสารไม่เป็นธรรม
3.ปัญหาเจ็ตสกี กรณีเกิดอุบัติเหตุผู้ประกอบการได้เรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยว
4.ปัญหามัคคุเทศก์ไม่เพียงพอต่อนักท่องเที่ยว การหลอกลวงนักท่องเที่ยวซื้อสินค้า
5.ปัญหารถเช่า การให้นักท่องเที่ยวเช่าแบบไม่มีใบอนุญาตขับขี่
6.ป้ายบอกเส้นทางไม่ชัดเจน สร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยว
7.ปัญหาประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นดูไม่ซับซ้อนนักหากรัฐบาลจริงใจและจริงจังที่จะจัดการกับปัญหา แต่เป็นที่รู้กันว่าระบบสังคมไทยเอื้อระบบพวกพ้อง
อย่างไรก็ตาม ด้านตำรวจผู้รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ดูเหมือนมีมุมความเห็นที่แตกต่าง ในเรื่องมาเฟียท่องเที่ยวภูเก็ต โดย พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว เล่าว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นใน จ.ภูเก็ต ทุกฝ่ายต้องเข้าใจและแลกเปลี่ยนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกันมากกว่าการนำกฎหมายเข้าไปบังคับใช้ทั้งหมด เพราะต้องเข้าใจว่าบางปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน และรัฐบาลไม่ได้เข้าไปจัดระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ปัญหาใหญ่โตขึ้นเป็นเงาตามตัว
พล.ต.ต.รอย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจท่องเที่ยว ไม่ได้เพิกเฉยกับปัญหาการร้องเรียนที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว ได้มีมอนิเตอร์ติดตามจับกุมทุกคดีที่เกิดขึ้น โดยรายงานสถานการณ์แบบวันต่อวัน ซึ่งมีสถิติการจับกุมชี้วัดได้ เพราะการปราบปรามที่เกิดขึ้นต้องมีผู้ร้องเรียนมากกว่าใช้ความรู้สึกมาวัด ซึ่งในวันนี้ผบ.ตร.ได้ลงพื้นที่ภูเก็ตตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสังกัดด้วย”พล.ต.ต.รอย กล่าว
อย่างไรก็ตามคำจำกัดความมาเฟียที่ไปคนละทิศทาง หลายฝ่ายกังวลว่า เจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ
ในครั้งนี้จะเห็นผลงานแบบเป็นรูปธรรม หรือสุดท้ายเป็นเพียงการตีปี๊บกะเทาะ
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวถูกเอารัดเอาเปรียบ กรรโชกทรัพย์ ฯลฯ ใน จ.ภูเก็ต โดยเฉพาะระบบการขนส่งจากท่าอากาศยานนานาชาติ จ.ภูเก็ต ไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัญหาที่ถูกนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรมมาอย่างยาวนาน รัฐบาลควรมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมวางระบบขนส่งสาธารณะที่ครบวงจรใน จ.ภูเก็ต เหมือนการให้บริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่ออำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง เบื้องต้นคาดว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณจำนวน 150200 ล้านบาท สั่งซื้อรถประจำทางจำนวน 4050 คัน ให้ครอบคลุมทุกเส้นทางการจราจร นอกจากนี้ควรกำหนดราคากลางขั้นต่ำที่เหมาะสมสำหรับรถแท็กซี่ เป็นต้นกับสภาวะเศรษฐกิจในท้องที่ให้ เพื่อป้องกันปัญหาการถูกร้องเรียน เพราะที่ผ่านมาการเจรจาตกลงถือเป็นข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย แต่นักท่องเที่ยวอาจมีความรู้สึกอยู่ในภาวะจำยอมมากกว่ารู้สึกถึงความคุ้มค่าในการจ่ายค่าโดยสาร ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยติดลบในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวตามมา
"การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นควรเข้าใจถึงต้นตอสภาพปัญหาที่แท้จริง ที่ผ่านมาการตกลงค่าแท็กซี่เป็นเรื่องดีมานซ์ซับพลายของผู้ซื้อผู้ขาย มากกว่าการบังคับ แต่ราคาที่ไม่สมเหตุผลทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความไม่พึงพอใจแต่ไม่มีทางเลือก รัฐบาลเข้าใจและแก้ปัญหาให้ถูกจุด"พล.ต.ต.รอย กล่าวทิ้งท้าย







