
เร่งแก้ 4 ปมท้าทายก่อนตกรถไฟขบวนอาเซียน
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
8 ส.ค. 2556 สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน มีอายุครบ 46 ปี เข้าสู่ทศวรรษที่ 5 บนเส้นทางสู่ประชาคมอาเซียน ถือเป็น “รุ่นใหญ่” ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน นับจากนี้อาเซียนจะเป็นอย่างไร และไทยพร้อมแค่ไหน “สุรินทร์ พิศสุวรรณ” อดีตเลขาธิการอาเซียน มีมุมมองที่น่าสนใจ
เขามองว่า อาเซียนพัฒนามาตามครรลองและถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ยังต้องทำให้เป็นที่ยอมรับในแง่ประสิทธิภาพ และเป็นประชาคมเดียวกันให้สำเร็จ ซึ่งจะยิ่งมีความท้าทายมากขึ้น ทุกประเทศต้องปรับตัวเข้าหากันตามกรอบของกฎหมายและข้อตกลงที่ทำไว้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องทำ รวมถึงต้องสร้างความสมดุลระหว่างความร่วมมือและการแข่งขันบนพื้นฐานของความโปร่งใส
อาเซียนต้องปรับมุมมองว่าการเปิดกว้างขึ้นอาจนำจุดแข็งของคนอื่นมาช่วยเสริมในส่วนที่เราไม่มี เช่น ไทยขาดแรงงานระดับล่าง ต้องพึ่งแรงงานพม่าและกัมพูชา แทนที่จะมองว่าเปิดรับแรงงานต่างด้าว เรากำลังเปิดรับความช่วยเหลือในส่วนที่ขาด โดยต้องมีมาตรการดูแล
ดังนั้น ต้องมองภาพรวมในระยะยาว หากไม่เปิดตัวเองเลย เท่ากับปิดกั้นโอกาสที่คนและภาคธุรกิจจะปรับตัว ในที่สุดก็จะไม่โต แข่งขันกับคนอื่นไม่ได้ รัฐต้องคอยปกป้องอยู่เรื่อยไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้แล้วในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก ถ้ามัวแต่ปิดประตูโดยไม่ยอมรับกระแสจากภายนอก ก็เหมือนสร้างเขื่อนล้อมตัวเอง สักวันหนึ่งก็ต้องพังลงมา เพราะไม่อาจเผชิญคลื่นลมแรงๆ ได้ ไม่เคยซ้อม ไม่เคยเตรียมตัว
ในส่วนที่ไทยต้องตระหนัก คือ จะอาเซียนหรือไม่ก็ตาม ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง คนไทยต้องเปลี่ยนทัศนคติ เป็นเรื่องดีที่ตื่นตัวรับอาเซียน แต่อย่าหยุดแค่นี้และอย่าตื่นกลัว ควรถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะมองตัวเองว่าพร้อมไหม ยังต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันและการผลิต ภาษา ปฏิรูปการศึกษาให้คนคิดและแก้ปัญหาเป็น แทนที่จะท่องจำ จึงควรใช้โอกาสนี้ดูภาพรวมของประเทศและแก้ไขสิ่งต่างๆ คนไทยต้องปรับตัวให้พร้อมในทุกด้าน และต้องมองไกลกว่าอาเซียนด้วย จะอยู่แบบเรื่อยๆ ในเขตปลอดภัย (Comfort Zone) เหมือนอดีตไม่ได้แล้ว
สุรินทร์ แนะว่า ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาที่บั่นทอนประเทศ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งลำบากเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เรื่องแรก คือ เตรียมคนไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก การผลิตคนในบริบทแบบไทยๆ อาจเหมาะกับยุคสมัยหนึ่ง เช่น ค่านิยมเรื่องการลูบหน้าปะจมูก ระบบเส้นสายพวกพ้อง แต่ก็นำไปสู่ความอ่อนแอ การปรับตำแหน่งโดยไม่พิจารณาที่ความรู้ความสามารถ ก็บั่นทอนประสิทธิภาพขององค์กร
เรื่องการศึกษาน่าเป็นห่วงมาก การปฏิรูปการศึกษาของไทยอุ้ยอ้ายมาก ควรเริ่มจากซอฟต์แวร์ก่อน ตั้งแต่บุคลากรและครู วิธีคิด บรรยากาศการเรียนการสอน เพื่อกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้แล้วค่อยพัฒนาฮาร์ดแวร์ เช่น ตำรา อาคารสถานที่ เครื่องไม้เครื่องมือ เพราะหากครูและเด็กไม่เปลี่ยน ก็เหมือนซื้อมือถือที่มีฟังก์ชันมากมาย แต่ใช้แค่โทรเข้าออก
อีกเรื่องคือ คอร์รัปชั่น ที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของไทย ทำให้คนอื่นไม่อยากทำธุรกิจกับเรา สูญเสียทรัพยากรที่จะนำไปใช้ค้นคว้าวิจัย สร้างนวัตกรรมและวัฒนธรรมคอร์รัปชั่นทำให้ทั้งองคาพยพของไทยไม่พร้อมแข่งขันกับใคร
สุดท้ายคือ ปัญหาการเมืองที่ต้องเร่งหาข้อยุติให้ได้ โดยต้องอยู่บนหลักของความยุติธรรมและกฎหมาย คนส่วนใหญ่สามารถยอมรับได้ ซึ่งรัฐบาลน่าจะพิสูจน์ให้เห็นความจริงใจ ไม่ทำอะไรที่บั่นทอนความรู้สึกผู้คน เรื่องที่ขัดแย้งรุนแรงน่าจะเก็บไว้ทำหลังๆ สร้างความเชื่อมั่นเพื่อปูทางสู่ความปรองดอง มากกว่าสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง







